Samui & Angthong Islands 3

วันอาทิตย์ที่ 23/1/11

เช้านี้ตื่นมาสดใส ไม่มีใครพบเห็นอะไรที่ไม่พึงประสงค์ ^^
อาหารเช้าวันนี้เราสั่งไข่กวนกับขนมปังปิ้งมา ไข่กวนเหมือนไข่เจียวเลยแฮะ -*-
แต่แพนเค้กที่หนุ่มสั่งมาอร่อยดี เค็มๆ มันๆ ขอบรอบๆก็กรอบดี

ตามแพลนที่วางไว้ อิ่มท้องปุ๊บ ก็ไปตลุยปีนขึ้นถ้ำบัวโบกกันเลย!!!

โอ้โห ทางเดินก็คล้ายๆกับตอนปีนขึ้นจุดชมวิวเลยแฮะ
เพราะเป็นเขาหินปูนลูกเดียวกัน มีเชือกให้จับเพื่อช่วยในการพยุงตัว
เดินขึ้นไปได้หน่อยก็มีศาลาให้พัก วิวสวยดี ลมเย็นสบาย
แต่เรายังไม่ได้พักหรอกนะ เพราะยังไม่ทันเหนื่อย ก็เลยเดินขึ้นไปยังถ้ำต่อ

จุดสุดท้ายที่จะขึ้นไปยังถ้ำ ทางค่อนข้างชันทีเดียว แต่ไม่น่ากลัวนัก
ใช้เวลาเพียงแค่สิบนาทีเศษก็ไปถึงหน้าถ้ำกันแล้ว
พอปีนขึ้นไปถึงหน้าปากถ้ำ ก็ยืนงงๆ กัน เอ… ให้ดูเท่านี้เหรอ เข้าไปได้เหรอ ถ้ำแคบๆนี่นะ
หนุ่มก็เลยปีนไปสำรวจ จนเห็นทางที่มีเชือกผูกไว้ ก็เลยปีนไปตามทางนั้น
จนสามารถเข้าไปในถ้ำได้
นุ่มกับเราปีนตามหนุ่มเข้าไป ส่วนหญิงกับปาขอรออยู่ที่หน้าปากถ้ำตามเดิม

ในถ้ำบัวโบก มีหินงอกหินย้อยรูปร่างคล้ายดอกบัวบาน จึงเป็นที่มาของชื่อถ้ำ
ถ้ำนี้ผิดกับถ้ำอื่นคือไม่ต้องมีสปอตไลท์สีสันต่างๆมาคอยส่อง
พวกเราก็อยู่กันแค่บริเวณที่แสงส่องเข้าไปถึงเท่านั้น
ในถ้ำนี้มีหินรูปร่างเหมือนน้องหมาชิห์สุด้วย ดูซิ เหมือนมั้ย

หลังจากชมถ้ำบัวโบกกันครึ่งชั่วโมงจนจุใจแล้ว
พวกเราก็ยกขบวนเดินย้อนกลับมายังศาลากลางทางเพื่อพักผ่อน

พวกเรากลับลงไปยังบ้านพัก เพื่อเตรียมตัวเก็บข้าวของ รอเรือรับกลับสมุย
แต่แล้วหนุ่มก็หน้าตื่นถามว่าบัตรเรือ/รถที่ซื้อกับแอร์เอเชียอยู่กับใครรึเปล่า
เพราะที่หนุ่มเหลือแค่ใบเดียวเอง
ทุกคนไม่มีใครเก็บไว้เลย หนุ่มก็เลยเดาว่าน่าจะตกที่บริเวณหน้าปากถ้ำบัวโบก
เพราะหนุ่มมีรื้อเอาของในกระเป๋าออกมาเพื่อเก็บกล้องของนุ่มลงกระเป๋า
ดังนั้นหนุ่มเลยแสดงสปิริต ปีนกลับขึ้นไปยังถ้ำคนเดียว!
คือจะให้ปีนไปเป็นเพื่อนด้วยก็เกรงว่าจะยิ่งทำให้เสียเวลาเข้าไปอีก -*-

หนุ่มใช้เวลาไม่นานก็ปีนกลับลงมาในสภาพเหงื่อท่วมตัว เร็วจนน่าตกใจ
หนุ่มบอกว่าหาตั๋วไม่เจอ นุ่มก็ไล่ซักซะละเอียด หนุ่มก็ตอบคำถามอย่างใจเย็น
จนเราอดนับถือไม่ได้ว่าถ้าเป็นเรา เหนื่อยขนาดนี้แล้วยังต้องมาถูกซัก คงโมโหไปแล้ว
แต่นุ่มมาเหนือเมฆค่ะ เพราะนุ่มดูออกว่าหนุ่มมันต้องปิดบังอะไรไว้แน่ๆ แล้วก็จริง
เพราะหลังจากที่ซักไปซักมา หนุ่มก็ควักเอาตั๋วเรือที่ไปทำหล่นไว้ที่หน้าถ้ำออกมาอีก 4 ใบ
นุ่มก็บอกว่ากะแล้วววว เพราะถ้าหนุ่มหาไม่เจอ คงต้องหงุดหงิดงุ่นง่าน
ไม่มานั่งนิ่งๆ ตอบคำถามสบายใจเฉิบหรอก
555555 นับถือจริงๆ สมแล้วที่เป็นเมียหนุ่ม!!!

วันนี้อากาศไม่ค่อยดีแฮะ ท้องฟ้าขมุกขมัว คลื่นลมแรง
หลังจากที่ลงมาจากถ้ำบัวโบกแล้ว ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก
ตอนกินข้าวกลางวัน กินๆอยู่ ฝนก็เทลงมาอีก
ดีที่คุณหมอบอกตั้งแต่ตอนมาถึงว่าให้เข้าไปนั่งข้างใน
เพราะเด๋วฝนจะตกและสาดมาถึงที่นั่งพวกเราแน่

อันที่จริง พวกเราต้องเช็คเอ้าท์ตั้งแต่เที่ยง
แต่เนื่องจากเรือจะมารับตอนบ่าย 3 ก็เลยถามจนท.ว่าขออยู่ในบ้านพักจนกว่าเรือจะมาได้มั้ย
หลังจากที่จนท.ไปเช็คดูว่าไม่มีแขกอื่นมาพัก ก็เลยอนุญาตให้พวกเราอยู่รอในบ้านพักได้

พวกเรายังมีเวลาจนกว่าเรือจะมารับตอนบ่าย 3
ต่างคนก็ต่างทำกิจกรรมยามว่างไป เราก็แว้บไปนอนเอาแรง
ซักพัก จิ๋มโทรมา แจ้งข่าวว่ากุลจะแต่งงานเดือนเมษานี้
คุยได้แป๊บๆ สายก็หลุด คลื่นไม่ค่อยดี จะโทรกลับก็หาคลื่นไม่ได้
แต่ไม่เป็นไร ได้ใจความสำคัญแล้ว ส่วนกุลจะแต่งงานกับใคร ก็ช่าง
ไม่ใช่ว่าที่สามีเรานิ ไม่สน 555

ช่วงบ่ายๆ ฝนก็ตกลงมาอีกรอบ หนักเชียว
ทำเอาใจคอไม่ค่อยดี เพราะต้องลงเรือหางยาวไปเฟอร์รี่เพื่อเดินทางไปสมุยด้วย
ใกล้เวลาที่พวกเราจะต้องขึ้นเรือแล้ว ฝนก็ไม่หยุดซักที
พวกเราก็เลยหิ้วสัมภาระลุยฝนไปรอที่ทำการอุทยาน
ดีที่กระเป๋าเป้และกระเป๋ากล้องเรามีผ้าคลุมกันฝน เลยช่วยกันได้บ้าง

ไปถึงที่ทำการอุทยาน จนท.คุ้นเคยกับการเดินทางท่ามกลางสายฝนดี
ก็เลยเตรียมถุงดำอย่างหนามาให้พวกเราใส่สัมภาระกัน
แรกๆเราก็ยัดเป้และกระเป๋ากล้องลงถุงดำไปทั้งหมด
แต่ก็กลัวว่าเวลาคนเรือขนถุงดำพวกนี้ เค้าจะโยนกระแทก
เราก็เลยรื้อเอากล้องออกมาใส่ถุงกันน้ำแทน
แต่ก็เอาเลนส์ไว้ในกระเป๋ากล้องซึ่งใส่ในถุงดำอีกต่อ
แบบว่าแบ่งปันความเสี่ยง 555

จนท.อุทยานท่านนึง มีบอกให้พวกเราเปลี่ยนเป็นชุดว่ายน้ำ จะได้ไม่เปียกกัน
นุ่มก็เลยรื้อเอากระโปรงว่ายน้ำมาใส่ แต่คนอื่นคิดว่าคงไม่มีไรมาก
อย่างมากก็เปียกแค่ช่วงล่าง เลยไม่ได้เปลี่ยนเสื้อกัน

ฝนตกลงมาอย่างหนัก ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดซักที
ในที่สุดทางคนเรือ ก็ตัดสินใจให้ลูกทัวร์ขึ้นเรือท่ามกลางสายฝน
นุ่มก็เลยเข้าห้องน้ำอีกรอบ ไปเปลี่ยนเป็นเสื้อว่ายน้ำ
แต่พวกเราคนอื่นก็ยังชิลๆ ไม่อยากเปลี่ยนกัน

ขณะที่พวกเราขนถุงดำไปที่หน้าหาด ฝนก็เริ่มซาลงบ้างแล้ว
แต่คลื่นทะเลนี่สิ ซัดโถมเข้ามาน่ากลัวมากๆๆๆๆ
คลื่นก็แรง ลมก็แรง ทำให้เรือหางยาวเข้ามาใกล้ฝั่งไม่ได้
ลูกทัวร์เลยต้องค่อยๆเดินไปขึ้นเรือกัน
ซึ่งระยะทางนั้นดูไม่ไกลนักหรอก แต่ว่าน้ำลึกมากกกก
ลึกท่วมหัวเราเลยทีเดียว
แต่ยังดีที่ตามทางที่จะเดินไปขึ้นเรือ ตรงที่น้ำลึก มีจนท. คนเรือยืนอยู่เป็นระยะๆ
บางคนก็ใส่ชูชีพ บางคนก็ไม่ใส่ แต่ดูท่าแล้ว คงพอฝากชีวิตไว้ได้
พวกเค้าคอยช่วยจับพวกลูกทัวร์ ไม่ให้ถูกคลื่นซัดไป
และช่วยพยุงขึ้นเรือ เพราะเรือที่ถูกซัดตามคลื่นลูกใหญ่ๆแรงๆ ขึ้นลำบากมากกกก!

ขณะที่พวกเรายืนมองคนอื่นๆทยอยขึ้นเรือไป ก็ได้แต่หวาดเสียว
หวังว่าฝนจะหยุดตกและคลื่นลมสงบ
แต่ฝนกลับยิ่งตกหนัก คลื่นก็แรงขึ้น เรือโยกไปมาตามแรงคลื่นอย่างกับนั่งไวกิ้งแน่ะ
ยิ่งเห็นก็ยิ่งใจเสีย ห่วงตัวเองก็ห่วง ห่วงเพื่อนก็ห่วง ห่วงกล้องก็ห่วง

พอถึงตาพวกเราที่ต้องเดินลุยทะเลไปขึ้นเรือ
ตอนแรกก็สนุกสนานกับการเล่นน้ำกลางสายฝนดี
คลื่นมาก็กระโดดเฮฮากันใหญ่
ปาเกาะแขนเราฝั่งขวา หญิงเกาะแขนเราฝั่งซ้าย
แต่พอคลื่นลูกใหญ่ซัดมาที ลัมกันระเนระนาด
เลยต้องให้ต่างคนต่างเดิน จะได้ไม่ฉุดกันล้ม
เราฝากปาไว้กับจนท.คนหนึ่ง เพราะรู้ว่าเราไม่มีปัญญาดูแลปาได้แน่
โดยบอกจนท.ว่าปาว่ายน้ำไม่เป็นและตัวเล็กเกินกว่าที่จะยืนถึง
จนท.ก็บอกว่าไม่เป็นไร แล้วก็ช่วยพยุงกันใหญ่ น่ารักมากก สุดท้ายก็อุ้มปาไว้เลย
เราก็บอกให้จนท.พาปาขึ้นเรือไปก่อน เราขึ้นทีหลัง
เพราะเข้าใจว่าคนว่ายน้ำไม่เป็นคงต้องกลัวมากๆแน่
แต่ว่าคลื่นลูกใหญ่ๆก็ซัดมาเรื่อยๆ เรือก็โคลงเคลง ขึ้นลำบากมาก ปาขึ้นเรือไม่ได้ซักที
จนท.ก็เลยดันเราให้ขึ้นเรือไปก่อน
ตอนที่เราเดินไปใกล้ถึงเรือ เราก็เริ่มยืนไม่ถึงแล้ว แต่ว่ายน้ำไม่ไปหรอกเพราะคลื่นแรง
ได้แต่พยุงตัวและพยุงกระเป๋ากันน้ำไว้สูงๆ เพื่อให้เสี่ยงกับการที่น้ำจะซึมเข้าในถุงน้อยที่สุด
แต่แล้วก็ไม่รอด คลื่นลูกโตๆซัดใส่หัวเรา จนเราจมมิดหัวเลย
แต่จนท.แถวนั้นก็ฉุดเราขึ้นมา ไม่รู้กี่มือต่อกี่มือ จับแขนซ้าย-ขวาแล้วก็ดันเราขึ้นเรือ
และด้านบนเรือ ก็มีจนท.อีกสองคนคอยช่วยดึง และพาไปส่งถึงที่นั่งด้านท้ายเรือเลย
ถ้าเดินเองอาจจะไปไม่รอด เพราะเรือโคลงเคลงมากตามแรงคลื่น
จากนั้นเพื่อนๆเราก็ทยอยขึ้นมาบนเรือได้อย่างปลอดภัย

ระหว่างที่นั่งบนเรือหางยาวรอนักท่องเที่ยวคนอื่นขึ้นเรือมาให้ครบ และรอจนท.ลำเลียงถุงดำขึ้นเรือ
ฝนก็ยังคงตกต่อเนื่องโดยตลอด
เราก็นั่งสั่นหงึกๆด้วยความหนาวและหวาดกลัวกับคลื่นทะเล
แต่แล้วเมื่อเรือเริ่มออกเดินเครื่อง ห่างจากหาดไปได้นิดเดียว
คลื่นที่กลางทะเลก็สงบราบเรียบ ผิดกับคลื่นที่ซัดเข้าชายหาด
ทำเอาโล่งอกไปตามๆกัน

พอได้ขึ้นเรือเฟอร์รี่ เราก็ไปนั่งสั่นหงึกๆ บ่นหนาวๆๆ
น้องคนนึง น่าจะประมาณสิบขวบ ก็หันมาถามว่า
“พี่ หนาวเหรอคะ ตรงนั้นมีน้ำอุ่น พี่ไปทานได้นะคะ”
โอ้ว้าววว น้องหนู เสียงก็หวาน นิสัยก็ดี กล้าพูดกับคนหน้าแปลกด้วย
ท่าทางพ่อแม่สอนมาดีมากเลย ขอบใจมากๆนะจ๊ะ จุ๊บๆ
เราก็หันไปขอบใจน้อง แล้วก็ยิ้มให้กับคนในครอบครัวเค้าที่มาด้วยกัน
หลังจากได้น้ำอุ่นมาคลายความหนาว ก็เลยไปคุยกับคนในครอบครัวน้องเค้า
ทราบมาว่าเค้ามาเที่ยววันเดย์ทริปกัน แต่ไม่ได้ลงไปเที่ยวไหนนักหรอก
เพราะวันนี้ฝนตกทั้งวันตั้งแต่เช้า น่าเสียดายแทนจริงๆ

พอมือแห้งแล้ว เราก็เริ่มใจเต้นตุ๊มๆต่อมๆ
ค่อยๆเปิดกระเป๋ากันน้ำซึ่งมีกล้องอยู่ข้างในดู
พอคลายกระเป๋าที่ม้วนไว้ทีละทบๆออก ก็ยิ่งใจแป้ว
เพราะแต่ละทบที่เปิด ก็เปียกน้ำทั้งนั้น
และพอเปิดถุงออกมา ด้านในรอบๆถุงกันน้ำก็มีน้ำเคลือบบางๆอยู่
แต่โชคดีที่กล้องไม่ได้เปียกน้ำอะไร แม้น้ำจะซึมเข้ามาบ้างก็ตาม … เฮ่อ โล่งอก!

เกือบสองชั่วโมงบนเรือขณะที่ตัวเปียกปอนไปหมด ขอบอก … หนาวมากกก
เราก็เอาผ้าคลุมไหล่ผืนโปรดซึ่งแม้ว่าจะเปียกโชกแล้ว ก็เอามาบิดน้ำออกแล้วห่มกันหนาว
ซึ่งก็กันหนาวได้พอควร ยังดีกว่าให้ลมฝนปะทะตัวตรงๆ
เราก็นั่งๆนอนๆจนในที่สุดก็มาถึงยังท่าเรือหน้าทอน เกาะสมุย
ซึ่งรถของสมุยไอซ์แลนด์ก็มารอรับเพื่อส่งไปยังที่พัก

ในคืนสุดท้ายที่เกาะสมุยนี้ พวกเราพักกันที่จินตาซิตี้
จากท่าเรือ เลี้ยวขวาไปจนสุดทางก็จะถึงที่พัก
แต่ว่าทางนี้เป็นทางวันเวย์ คนขับเลยต้องขับไปทางอื่น

ที่โรงแรมจินตาซิตี้นี้ดูดีกว่าที่เราเห็นรูปในเว็บไซต์อีก
ด้านหน้าโรงแรมเป็นวิวทะเล แต่ไม่มีชายหาดดนะ
ในโรงแรมมีสระว่ายน้ำขนาดเล็ก มีสวนหย่อมน่ารักๆ
ห้องพักของพวกเราอยู่ชั้น 1 เลย เป็นห้องเตียงคู่
ถ้าอยากได้เตียงเดี่ยว ก็ต้องขึ้นไปชั้น 2 ซึ่งดูจากสัมภาระแล้ว ขอชั้นหนึ่งดีกว่า

เราจองห้องพัก Type B ราคา 600 บ.ต่อห้อง
มีแอร์ ทีวี น้ำอุ่น ตู้เย็นพร้อม
ภายในห้องพักสะอาดใช้ได้เลย เสียแต่ว่าผ้าปูที่นอนเก่า แถมมีรอยขาดนิดนึงด้วย
แต่ที่สำคัญที่สุด ห้องน้ำสะอาด กว้างขวาง และเครื่องทำน้ำอุ่นทำงานได้ดีมากกก
เหมาะกับพวกเราที่ตากฝนตัวเปียกและสั่นด้วยความหนาวมาตลอดสองชั่วโมง
เป็นครั้งแรกนับจากที่มาทริปนี้ที่เราสามารถอาบน้ำได้อย่างสบายอารมณ์
และรู้สึกว่าได้อาบน้ำสะอาดสบายตัวอย่างแท้จริง

ระหว่างที่เราอาบน้ำเป็นคนสุดท้าย
นุ่ม หนุ่ม ปาที่พักอีกห้องก็อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว
พวกนี้เลยไปเดินหาเช่ารถกันก่อน
และเมื่อได้รถแล้วก็โทรมาเรียกเรากับหญิงไปยืนรอหน้าโรงแรมเพื่อไปหาอาหารเย็นกินกัน

รถที่ได้มาเป็นรถวิทาร่า ราคา 1000 บ./วัน
ค่าน้ำมันไปหาเติมเอาเอง และเวลาส่งรถคืนควรให้มีน้ำมันเพียงพอให้คนต่อไปขับไปหาปั๊ม
พวกเราก็เติมน้ำมันไป 300 กะว่าคงพอต่อการขับเที่ยวจนถึงพรุ่งนี้

พวกเราขับรถไปยังหาดละไมเพื่อจะไปเที่ยวถนนคนเดินและหาอะไรกินที่หาดนี้
แต่ว่าจะไปถึง กว่าจะหาที่จอดรถได้ พอเดินได้แค่ 10 นาที ฝนก็เทลงมาอีก
พวกเราวิ่งเข้าร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง
กว่าจะมีคนมาเอาเมนูให้ กว่าจะถึงคิวสั่งอาหารก็นานพอควร
จนฝนหยุดตก ปากับนุ่มก็เลยออกไปหาซื้อของกินเล่นมากินแก้หิว
แต่เมื่อพนักงานรับออเดอร์บอกว่าจะต้องรออาหารอีกครึ่งชม.
พวกเราสามคนที่เหลือก็เลยเดินออกจากร้าน ไปหากินเอาดาบหน้าแทน
ขอบอก หนุ่มตอนหิวนี่หน้าโหดดีแฮะ 5555

พอเดินออกมาจากร้านอาหาร ร้านรวงที่เปิดขายของสองข้างทางและกลางถนนเมื่อกี้หายเกลี้ยง
ถนนก็เฉอะแฉะไปหมด พวกเราก็เลยหาอะไรกินรองท้อง
ปากับนุ่มได้ปลาหมึกปิ้งที่เราฝากซื้อมา
เราได้ยำแหนมทอดมา แต่ดันไม่มีช้อน เลยต้องเก็บไว้กินทีหลัง -*-
จากนั้นก็ขับรถกลับไปยังแถวที่พัก กินข้าวต้มโต้รุ่งแทน
ซึ่งอาหารอร่อย รสจัดใช้ได้เลย
กว่าจะกินมื้อเย็นเสร็จ ก็สี่ทุ่มพอดี

พวกเรามารวมตัวกันที่ห้องนุ่ม หนุ่ม ปา
เคลียร์ค่าใช้จ่าย และวางแผนเที่ยวพรุ่งนี้กัน
ซึ่งก็ให้หนุ่มรับหน้าที่ศึกษาเส้นทางจากหนังสือ Trip ที่ปาเตรียมไป
ส่วนเราก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมาจนง่วง
ก็เลยขอตัวกลับไปนอนห้องตัวเอง ^^

————————

วันจันทร์ที่ 24/1/11

พวกเรานัดกันเช็คเอ้าท์ตั้งแต่ 7 โมงเช้า
ที่ต้องรีบออกเพราะจะได้มีเวลาเที่ยวอย่างเพียงพอ

สถานที่เที่ยวแห่งแรกที่พวกเราไปก็คือวัดพระใหญ่ อยู่ใกล้หาดบ่อผุด
ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธโคดมสูง 12 เมตร

ก่อนที่จะถึงที่หมายถัดไป พวกเราแวะกินอาหารเช้าข้างทาง
ร้านนี้มีข้าวแกง และก๋วยเตี๋ยวขาย
พอพวกเราไปนั่ง ก็มีเสิร์ฟผักกับน้ำพริกกะปิ
น้ำพริกอร่อยดี เรากินเพลินเลย ^^

อ่ะ นี่คือโฉมหน้าเจ้าวิทาร่าที่เช่ามา ทะเบียนกทม.ซะด้วย!
ระหว่างทางที่จะไปหินตาหินยาย
พวกเราขับรถผ่านจุดชมวิวลาดเกาะ เลยแวะถ่ายรูปกัน

ในที่สุดก็มาถึงหินตาหินยาย สถานทีท่องเที่ยวอันเลื่องชื่อ
เพียงแค่เดินออกมาจากลานจอดรถ ก็เห็นร้านกะละแมหลายร้านเลย
ที่นี่กะละแมขึ้นชื่อมาก ไม่งั้นเง็กผู้ไม่กินกะละแม คงไม่ออเดอร์ให้เราซื้อไปฝากหรอก ^^

วันนี้อากาศก็ครื้มฟ้าครื้มฝนเหมือนเมื่อวาน คลื่นก็แรงทีเดียว
เลยทำให้เราลงไปถ่ายรูปหินยายในมุมเหมาะๆไม่ได้
เพราะคลื่นซัดมาตรงหินยายที กระเซ็นสูงท่วมหัวเลย ถ้าลงไปถ่ายละก็ เปียกแน่

ก่อนจะกลับขึ้นรถ พวกเราแวะซื้อกะละแมกลับไปฝากที่บ้านและเพื่อนๆกัน
เราซื้อกลับมาสี่ถุง ตอนซื้อไม่ทันได้คิดอะไร แต่พอตอนถือนี่สิ เกือบสี่โล
แค่สัมภาระตัวเองก็โคตรหนักอยู่แล้ว ยังมีกะละแมมาเพิ่มน้ำหนักอีก เล่นเอาเหนื่อยเลย

สิบโมงนิดๆแล้ว พวกเรารีบบึ่งรถกลับมายังที่ร้านเช่ารถซึ่งอยู่แถวท่าเรือ
นุ่มลงไปติดต่อขอให้ที่ร้านช่วยขับรถไปส่งที่ท่าเรือ ซึ่งทางร้านก็ใจดีพาไปส่ง

10.45 น. เรือซีทรานเฟอร์รี่มาจอดเทียบท่า
เรือลำนี้ดูดีกว่าเรือลำที่นั่งมาเยอะเลย แอร์เย็นกว่า ที่นั่งไฮโซกว่า กว้างขวางกว่า
พอจับจองที่นั่งได้ เราก็หลับเลย
ตื่นมาอีกทีตอนเที่ยง นุ่มปลุกให้มาหาอะไรกิน
เพราะหากลงจากเรือก็ต้องรีบขึ้นรถและขึ้นเครื่องเลย จะไม่มีเวลากิน
เราเลือกกินไวๆคัพ เพราะน่าจะอิ่มท้องที่สุด

เมื่อเรือมาถึงท่าเรือ พวกเราก็รีบไปขึ้นรถที่จะนำเราไปยังสนามบินสุราษฎร์ทันที
เราก็หลับทั้งทางตามเคย ตื่นมาอีกที หญิงก็ปลุกบอกว่าถึงสนามบินแล้ว
ซึ่งตอนนั้นก็ประมาณบ่าย 2.15 น.
ทันทีที่มาถึงสนามบิน ฝนตกปั๊บเลย ตกหนักมากเลยด้วย
โชคดีที่พวกเรามาถึงก่อนนะ

พวกเราไปเช็คอิน และโหลดกระเป๋า
งวดนี้กระเป๋าเราชั่งได้หนัก 7 โลแน่ะ ทั้งที่ขามาชั่งได้แค่ 5 โลนิดๆเอง
นึกสภาพ กระเป๋าเป้ 7 โล กระเป๋ากล้องเกือบ 2 โล กะละแมอีกเกือบ 4 โล
น่าสงสารผู้หญิงบอบบางอย่างเราขนาดไหน T^T

ระหว่างที่รอเวลาเข้าเกท นุ่มก็มาเรียกเราให้ไปดูร้านหนังสือ
ซึ่งเราก็เห็นแล้วแต่ไม่ได้เดินเข้าไปดูเพราะคิดว่าร้านปิด
เนื่องจากเห็นแต่หนังสือวางในมุมลับตา มีหนังสือวางกระพร่องกระแพร่ง
ไฟตรงนั้นก็ไม่สว่างนัก เราเลยไม่ได้เดินเข้าไป
แต่พอนุ่มมาเรียกและบอกว่าเป็นร้านที่ขายหนังสือของท่านพุทธทาสนะ
เราเลยรีบเข้าไปดูเลย

ร้านนี้มีแต่หนังสือของท่านพุทธทาสเท่านั้น และทำเหมือนกับสวนโมกข์
คือวางแต่หนังสือไว้ และก็มีกล่องบริจาค โดยให้เราคำนวนค่าหนังสือแล้วหยอดลงไปในกล่อง
หนังสือทุกเล่มจะมีติดราคาไว้ แต่เราจะหยอดเท่าไหร่ก็แล้วแต่
ซึ่งก็ไม่ควรจะต่ำกว่าราคาหนังสือ แล้วก็อาจจะบริจาคเพิ่มเติมได้แล้วแต่ศรัทธา
เราก็ได้หนังสือมาเล่นนึง ชื่อว่า “อานาปานสติ”
จำได้ว่าตอนดู Zen 2010 คุณสุทธิชัย หยุ่นแนะนำว่าเป็นหนังสือที่ควรอ่าน
เราก็เลยซื้อกลับมาอ่าน เล่มละ 200 บ. ถ้าอ่านจบแล้ว ใครจะยืมต่อก็บอกได้นะ ^^

ระหว่างรอเครื่องออกตอนบ่าย 4.20 เราก็นั่งอ่านหนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งได้มา
หนุ่มก็เลยทำหน้าที่นอนแทน ทั้งที่ปกติหน้าที่นี้เป็นหน้าที่เรา 5555

โชคดีที่เราได้ที่นั่งข้างหน้าต่าง
ส่วนใหญ่เรามักจะขึ้นเครื่องตอนฟ้ามืด นานๆจะขึ้นตอนฟ้าสว่าง
เลยได้เห็นท้องฟ้าสวยๆ ถ่ายรูปสนุกมือไปเลย ในขณะที่หญิงกับปานั่งหลับ


17.40 น. เครื่องบินก็นำพวกเรากลับมาสู่กรุงเทพ สุวรรณภูมิ
หลังจากได้กระเป๋ากันแล้ว
เรา ปา หญิงก็ลานุ่มกับหนุ่ม ซึ่งรอขึ้นเครื่องกลับเชียงใหม่
ตอนร่ำลา เราก็รู้สึกใจหายนะ งงตัวเองเหมือนกัน 555
คงเพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก เนื่องจากยังไม่มีแพลนไปทริปอื่น
นุ่มก็เลยชวนไปน่านต่ออาทิตย์หน้าโดยไปกับที่บ้านนุ่ม
แหม ใจคอไม่ให้พักผ่อนกันเลยเรอะ ขอเวลาปั๊มเงินด้วยสิจ๊ะ 555

เรา ปา หญิง นั่งแอร์พอร์ตลิ้งค์ไปลงพญาไทด้วยกัน
ปาต่อรถ BTS ไปแล้วค่อยต่อรถกลับบ้าน
เรากับหญิงก็ลงกันคนละฝั่งถนนเพื่อเรียกแท๊กซี่กลับ
สภาพเราก็ทุลักทุเลน่าดูกับสัมภาระที่หนักกว่า 12 กิโล
พอขึ้นแท็กซี่ได้ก็โล่งเลย ดีที่รถไม่ติด เสียค่ารถไป 60 บ.

ในที่สุดก็จบการเดินทางเดือนละทริปตลอด 3 เดือน
ก็ถึงเวลาแห่งการพักผ่อน เก็บตังซักที
ไปเที่ยวทีไร อยากกลับบ้านไปพักผ่อนทุกที 555
ก็ขอจบทริปหมู่เกาะอ่างทองแต่เพียงเท่านี้
แต่ทริปสมุยยังไม่จบเท่านี้หรอกนะ
ไว้คราวหน้าจะไปเกาะเต่า เกาะนางยวน คงได้เจอกันอีก ^^

This entry was posted in Travel. Bookmark the permalink.

12 Responses to Samui & Angthong Islands 3

  1. จนท.ก็บอกว่าไม่เป็นไร แล้วก็ช่วยพยุงกันใหญ่ น่ารักมากก สุดท้ายก็อุ้มปาไว้เลย <– กำลังรู้สึกว่าถ้าเป็นเราก็คงต้องให้เค้าอุ้มป่ะวะเนี่ย ไม่ใช่ว่าอิชั้นน่าอุ้ม แต่เพราะอิชั้นตัวเตี้ยกว่าระดับน้ำแหงๆ -*-

    ว่าแต่.. ดูรูปเรือแหงนสูงโต้คลื่นขนาดนั้นน่ากลัวมากๆ คนที่นั่งอยู่ในเรือก่อน คงจะเร่งในใจให้คนข้างหลังรีบๆ หน่อยเว้ยจะอ้วกแล้ว! (แค่ดูรูปเราก็เมาเรือแล้วว่ะ)

    อินทิรา น่ารักที่ซู้ดดดดดดดดดด~ เลย อุตส่าห์แบกกะละแมหนักๆ กลับมาตั้งไกล อร่อยมากเลยล่ะ ตอนนี้เหลือ 2 ลูก และกำลังจะอันตรธานหายวับไปในไม่กี่นาทีนี้ ^^ ขอบใจน๊า~~~

    • Intiralee says:

      ใช่ แค่เห็นก็เมาแล้ว แต่ถ้าได้ขึ้นไปนั่งจะไม่เมาเพราะมันมัวแต่กลัวและหนาวมากกว่า 555

      ไม่ต้องชมเราบ่อยหรอก เรารู้ตัวน่า ชมบ่อยเด๋วเราก็เขินหรอก ก๊ากกกกก

  2. ญ. says:

    อืม แบบว่าน่าดีใจกับกาลาแม เพราะทีแรกจาไว้กับรปภ.หน้าหมู่บ้านซะแร้ว โคตรหนัก แต่คิดอีกทีเอาไปฝากเพื่อน อร่อยกันยกใหญ่ ส่วนเราก็แบ่งมากินกับที่บ้านเล็กน้อย พี่สาวผู้ไม่กินกาลาแมล่อไปหลายลูก แต่ที่น่าตกใจ น้องหมาทั้ง6กินกันอย่างเมามัน
    http://m.facebook.com

  3. ญ. says:

    ทริปหน้า ไปสวยลั้นลาที่เกาะเต่าและนางยวนเหอะ แอดเวนเจอร์มาแระ ปรับโหมดไปโรแมนติกกันมั่ง อิๆ

  4. nonnoi says:

    ผ่านมาเจอครับ
    เต็มอิ่มมาก รูปเยอะจริงๆ สวยๆทั้งนั้น

  5. ื์N00m says:

    ทริปหน้าไปไหนดี …..555+

    • Intiralee says:

      เพิ่งกลับจากน่าน คิดจะเที่ยวอีกแล้วเรอะ อิจฉาคนมีเวลาและมีตังจังแฮะ

  6. ื์Num_Sri says:

    ไปน่านนี่ไม่ได้ออกเงินเอง เพราะไปกับที่บ้าน 555+
    ตอนนี้อยากหลวงพะบางง่ะ เเต่ถ้าเป็นทะเลใต้ เราอยากกลับไปเกาะสุรินทร์นะ

    • Intiralee says:

      หลวงพระบางไปไงอ่ะ เห็นรูปที่แกไปคราวก่อนแล้วบอกตรงๆ สยองว่ะ 555
      ทะเลใต้คงต้องงดก่อนเนื่องจากปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาว
      ชอบเกาะสุรินทร์เหมือนกัน แต่พอนึกถึงการนอนเต้นท์ อาบน้ำ ห้องน้ำแล้วก็ … -*-

  7. noom says:

    หลวงพระบางไปทางน่านน่าจะดี เห็นเขาว่าทางทำใหม่แล้ว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s