ปฏิบัติธรรม 3 วัน 2 คืน ณ เสถียรธรรมสถาน (1-3 มิถุนายน 2555)

1 มิถุนายน 2555

ยินดีนักที่วันนี้ได้มีโอกาสมาปฏิบัติธรรมแบบค้างคืนเป็นครั้งแรก
ต้องขอบคุณน้องสุ น้องรักที่ออฟฟิศที่ชักชวนมา
และต้องขอบคุณต่อไปถึงจ๋า เพื่อนสุ ที่ชวนสุ ทำให้สุมาชวนเราอีกต่อ

1 สัปดาห์ก่อนการปฏิบัติธรรม
เรา สุ และจ๋า download ใบสมัครจากเว็บเสถียรธรรมสถาน
http://www.sdsweb.org/sdsweb/
ในการกรอกใบสมัคร จะมีให้ติ๊กด้วยว่าต้องการบัตรงดสนทนา และเรือนงดสนทนาด้วยหรือไม่
แต่เพื่อนเราไม่ต้องการ เราก็เลยต้องตามกันไป
หลังจากกรอกใบสมัครและส่งแฟกซ์ไปแล้ว
ต้องโทรไปสอบถามอีกรอบเพื่อความมั่นใจว่าชื่อเราอยู่ในลิสต์แล้วผู้พักค้างคืนแล้ว

เป็นบุญยิ่งนักที่ยังมีที่เหลือสำหรับพวกเรา
เนื่องจากช่วงที่เราไปติดกับวันพระใหญ่คือวันวิสาขบูชา
ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 4 มิถุนายน 2555
และยังเป็นปีแห่งการร่วมเฉลิมฉลองพระพุทธชยันตี 2,600 ปี
แห่งการตรัสรู้ธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในการเตรียมการเพื่อไปปฏิบัติธรรมนี้ ในเว็บไซต์จะมีแจ้งรายละเอียดดังนี้
http://www.sdsweb.org/sdsweb/index.php?option=com_content&view=article&id=230:2010-10-11-18-18-10&catid=58:2010-09-04-06-09-12&Itemid=143

สิ่งที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเตรียมมา
๑. การแต่งกาย
๑.๑ สุภาพสตรี ประกอบด้วย เสื้อสีขาว ผ้าถุงสีขาว กระโปรงสีขาว (กางเกงวอร์มหรือกางเกงหลวมใส่สบาย สำหรับใส่ทำโยคะสมาธิ และใส่นอนเท่านั้น)
๑.๒ สุภาพบุรุษ ประกอบด้วย เสื้อสีขาว กางเกงขายาวสีขาว
๑.๓ เสื้อสีขาว เสื้อยืดแม่ชีน้อย หรือเสื้อสื่อธรรมะ ชุดขาวสุภาพ ตัวเสื้อตัวยาว หลวมพอประมาณไม่อนุญาตขนาดที่สวมใส่แล้วสั้น คอกว้างหรือรัดรูป
ในตอนแรกเราได้โทรไปสอบถามถึงการแต่งตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องใส่เสื้อขาวและกระโปรงหรือผ้าถุงสีขาว แต่ว่าจ๋าซึ่งเคยมาปฏิบัติธรรมค้างคืนที่นี่แล้วบอกว่าสามารถใส่กางเกงได้ เมื่อเรามาอ่านรายละเอียดอีกทีก็คิดว่าเราน่าจะเลือกการแต่งกายได้ตามข้อ 1.1-1.3 สำหรับเราเลือกการแต่งกายแบบในข้อ 1.3 คือเสื้อยืดสีขาวและกางเกงขายาวสีขาว เนื่องจากไม่ถนัดนุ่งผ้าถุง/กระโปรง เกรงว่าจะมีการหลุดลุ่ยหรือทำให้เกิดความกังวลใจตลอดเวลาของการใส่ได้ จึงเลือกใส่กางเกงแทน ขอบคุณป้าแตน ป้าที่ออฟฟิศที่ให้ยืมกางเกงสีขาว และขอบใจแอนนี่ที่ให้ยืมกางเกงยูโดมาใส่ ผ้าหนาดี ^^

๒. ผ้าห่ม / ถุงนอน / เครื่องนอนส่วนตัว (เสถียรธรรมสถานมีที่นอนและหมอนไว้สำหรับท่าน)
อันนี้สำคัญมากนัก เพราะเราไม่ได้เอาผ้าห่มไป เนื่องจากเห็นว่าเป็นหน้าร้อน และไม่แน่ใจว่านอนห้องแอร์หรือห้องพัดลม จึงเอาแค่ผ้าคลุมไหล่ผืนยาวไป 2 ผืน คิดว่าคงห่มนอนได้ แต่ปรากฎว่าเราได้นอนห้องแอร์ พร้อมพัดลมเพดาน หนาวมากกกก
๓. ผ้าพลาสติกขนาดเท่าตัว (นอนได้) เพื่อใช้ในกิจกรรมธรรมรับอรุณ(เช้า)หรือโยคะที่สนามกับพื้นหญ้าที่เปียกชื้น
ถ้าหาซื้อไม่ได้ก็ไปซื้อที่เสถียรธรรมสถานได้ มีขายผ้าพลาสติกใส ความยาวประมาณ 170 ซม. พอดีตัวเป๊ะ ราคา 60 บาท
๔. เครื่องใช้ส่วนตัวในห้องน้ำ (ผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ยาสระผม ฯลฯ)
๕. ใช้รองเท้าแตะ รองเท้าฟองน้ำ สะดวกในการเดิน
เลือกรองเท้าที่แห้งง่ายไปจะเหมาะสม เพราะต้องเดินเท้าเปล่าบนพื้นหญ้าที่เปียกชื้น เดินจงกรมที่พื้นดิน พื้นหญ้าในสวน จึงต้องล้างเท้าและรองเท้าอยู่เสมอ
๖. ไฟฉาย ยาทากันยุง
ทางเดินไปเรือนพักในตอนกลางคืน แม้จะมีไฟตามทางบ้างแต่ก็อาจไม่มากพอ สำหรับยากันยุง ต้องเอาไปกัน เพราะยุงเยอะจริง ๆ เนื่องจากเป็นสวนป่ากลางกรุง ในช่วงเวลาทำวัตรเช้าและเย็นที่ฟ้ามืด ช่วงนั้นแหละเป็นเวลาที่ยุงหามกันเลยทีเดียว ยากันยุงจะช่วยให้เราไม่ต้องเจอกับเวทนาที่เพิ่มขึ้น ^^
๗. จาน ช้อน ขวดน้ำ กล่องข้าว ซึ่งเป็นภาชนะส่วนตัว (อาหารและน้ำดื่มมีจัดไว้ที่โรงครัว)
อันนี้ก็สำคัญเช่นกัน เพราะที่นี่จะมีจัดอาหารไว้เท่านั้น จาน ชาม ช้อน แก้วน้ำจะต้องนำไปเอง หากไม่ได้นำไป ก็จะมีขายชุดละ 109 บาท แต่เท่าที่เห็นก็มีจัดชามกระดาษให้ใช้ แต่ก็ไม่เพียงพอนัก และมีจาน ชาม ช้อน จากร้านอาหารที่ขายในบริเวณเดียวกัน สามารถไปหยิบได้จากบริเวณที่ล้างจาน เนื่องจากทุกคนหลังจากทานเสร็จ แม้เป็นอาหารในร้านค้าที่เสียเงินซื้อ ก็ต้องล้างทำความสะอาด แต่บางทีก็ไม่มีให้ใช้
๘. ผ้าผืนเล็กส่วนตัวสำหรับเช็ดเสื่อโยคะ หรือทำความสะอาดเนื่องจากพื้นหญ้าที่เปียกชื้น
เมื่อโยคะเสร็จ ก็จะได้เช็ดทำความสะอาดผ้าพลาสติกได้
๙. ถุงผ้าที่พร้อมบรรจุของใช้ส่วนตัว งดใช้ถุงพลาสติก เพื่อช่วยส่งเสริมการปฏิบัติธรรม
๑๐. อุปกรณ์อื่น ๆ ประจำแต่ละฤดูกาล
– ฤดูร้อน ผ้าขนหนูสำหรับชุบน้ำเช็ดหน้า
– ฤดูฝน ร่มหรือเสื้อกันฝน
– ฤดูหนาว ชุดกันหนาว
๑๑. หลักฐานประกอบการสมัคร บัตรประชาชนหรือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ใช้เมื่อมาลงทะเบียนเข้าที่พัก
ใช้แค่บัตรประชาชนตัวจริงก็พอ ไม่ต้องถ่ายสำเนาไปให้เปลืองกระดาษ

ตารางการปฏิบัติธรรมแบบ 3 วัน 2 คืน

วันแรกของการเข้าอบรม
๑๔.๐๐ น.- ๑๖.๐๐ น. ลงทะเบียน
๑๖.๐๐ น โยคะสมาธิ
๑๗.๓๐ น.ปฐมนิเทศและทำวัตรเย็น
๑๙.๐๐ น. สมาทานศีล ๘
๒๑.๐๐ น. ทำความเพียรโดยส่วนตัว

วันที่สอง วิถีชีวิตของชุมชน
๐๔.๐๐ น. ระฆังแห่งสติ
๐๕.๐๐ น. ทำวัตรเช้า
๐๖.๐๐ น. ธรรมรับอรุณ โยคะ – สมาธิ
๐๘.๐๐ น. พิจารณาอาหารเช้า
๐๙.๐๐ น. ร่วมฟังการจัดรายการวิทยุ ‘สาวิกา’ ออกอากาศสด
๑๐.๐๐ น. ภาวนากับบทเพลง / ธรรมบรรยาย
๑๑.๓๐ น. พิจารณาอาหารกลางวัน
๑๒.๐๐ น. ว่างอยู่ในปัจจุบันขณะ
๑๓.๓๐ น. สมาธิภาวนา ยืน เดิน นั่ง นอน และตอบคำถาม
๑๖.๐๐ น. น้ำปานะ
๑๘.๐๐ น. ทำวัตรเย็น
๑๙.๐๐ น. ธรรมบรรยาย / สมาธิภาวนา
๒๑.๐๐ น. ทำความเพียรโดยส่วนตัว

วันสุดท้ายของการเข้าอบรม
๐๔.๐๐ น. ระฆังแห่งสติ
๐๕.๐๐ น. ทำวัตรเช้า
๐๖.๐๐ น. ธรรมรับอรุณ โยคะ – สมาธิ
๐๘.๐๐ น. พิจารณาอาหารเช้า
๐๙.๐๐ น. ร่วมฟังการจัดรายการวิทยุ ‘สาวิกา’ ออกอากาศสด
๑๐.๐๐ น. ภาวนากับบทเพลง / ธรรมบรรยาย
๑๑.๓๐ น. พิจารณาอาหารกลางวัน
๑๒.๐๐ น. ว่างอยู่ในปัจจุบันขณะ
๑๓.๓๐ น. สมาธิภาวนา ยืน เดิน นั่ง นอน และตอบคำถาม
๑๖.๐๐ น. จบกิจกรรมการเข้าอบรม

เราและสุ แพ็คกระเป๋าและขนกระเป๋าสัมภาระไปทำงานด้วยในครึ่งเช้า
พอครึ่งบ่าย พวกเราลางานและออกเดินทางตอนบ่าย 1.45
เพื่อไปยังเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน สถานที่นัดกับจ๋าในตอนบ่าย 2 เศษ
จากนั้นจ๋าก็ขับรถพาพวกเราไปยังเสถียรธรรมสถาน ซอยวัชรพล ในเวลาบ่าย 3 นิดๆ
โดยกำหนดการลงทะเบียนคือบ่าย 2-4 โมง

เมื่อไปถึงเสถียรธรรมสถาน
สิ่งแรกที่เจอหลังเดินเข้าประตูมาก็คือบรรยากาศที่ร่มรื่น
ผิดกับท้องถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันที่เราเพิ่งผ่านเข้ามา
พวกเราเดินผ่านสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ และสระบัว
ไปยังอาคารสิกขาลัยเพื่อลงทะเบียน
และบริเวณหน้าอาคารนี้ก็จะมีเครื่องพ่นละอองน้ำ ทำให้บริเวณนี้ดูชุ่มชื้น และไม่ร้อนมากนัก
หลังจากลงทะเบียนเสร็จ และได้ป้ายชื่อมา เราก็นั่งรอเจ้าหน้าที่ให้พาไปยังเรือนที่พัก

นั่งรออยู่นานนนนจนใกล้ 4 โมงแล้ว ก็ยังไม่มีเจ้าหน้าที่มาพาไป
เราก็เลยแว้บไปซื้อไอติมรสสละกิน มีเนื้อสละผสมเยอะมาก เปรี้ยวและอร่อยมากเลย ^^
ขณะที่รอๆอยู่ ก็มีเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งเดินมา ขอแรงให้ไปช่วยยกของ
พวกเราก็ไปและได้แวะซื้อผ้าพลาสติกใสสำหรับปูเวลาทำโยคะสมาธิ ในราคา 60 บาท

เราเหลือบไปเห็นคนซื้อกล่องข้าวและถ้วยน้ำพลาสติกซึ่งขายเป็นชุด ชุดละ 109 บาท
ถึงได้รู้ว่าจำเป็นต้องเตรียมมากล่องข้าวมาเองจริงๆ
อันที่จริงเราก็เห็นแจ้งไว้ในเว็บแล้ว แต่พอถามจ๋าที่เคยไปมาแล้ว
จ๋าบอกว่าเค้ามีเตรียมให้เราก็เลยเชื่อจ๋า ไม่ได้เอาไป
เพราะคิดว่าภาชนะพื้นฐานน่าจะมีจัดเตรียมไว้
อย่างพวกถาดหลุม เสียเงินซื้อหนเดียว ใช้ได้นานเลย ไม่คิดว่าจะไม่มีให้
พวกเราตัดสินใจยังไม่ซื้อกล่องข้าว เพราะราคาที่ค่อนข้างแพง หากต้องซื้อกล่องข้าวกันทั้ง 3 คน
และคิดว่าน่าจะมีถ้วยชามจัดเผื่อไว้สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมที่ไร้ซึ่งปัจจัย

เมื่อพวกเราช่วยกันยกของกลับมาหน้าอาคารสิกขาลัยอีกที
กลุ่มที่นั่งรอเพื่อให้เจ้าหน้าที่พาไปเรือนพัก ก็หายไปแล้ว
ยังดีที่มีเจ้าหน้าที่อีกท่านมาถามไถ่ และพาพวกเราเข้าไปยังเรือนพักเอง

เรือนที่เราได้พักชื่อว่าเรือนสัมมาวิมุตติ เป็นเรือนสองชั้น เราได้พักชั้นบน
ซึ่งก็จะแบ่งเป็นสองห้อง ห้องละประมาณ 30-40 คน
ภายในห้องมีพัดลมเพดาน และมีแอร์สองตัว ซึ่งแอร์จะเปิดเฉพาะตอนนอนเท่านั้น
มีเตียงสองชั้นวางเรียงรายกันสองฟากฝั่ง ห้องเรานับได้ 30 เตียง
แต่อีกห้องที่อยู่ชั้นเดียวกันดูจะมีเตียงมากกว่า
พวกเรามาถึงเป็นคนท้ายๆ ซึ่งห้องเกือบเต็มแล้ว เลยไม่ได้นอนใกล้กัน
เราได้นอนเบาะที่วางปูไว้กับพื้น ไม่ได้นอนที่เตียงสองชั้น
ซึ่งบนเบาะ จะมีหมอนสี่เหลี่ยมลายไทยวางไว้พร้อมกับผ้าปูที่นอนสีขาว และปลอกหมอน
ส่วนผ้าห่มนั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องเตรียมมาเอง
เราก็เอาผ้าปูมาปูให้เรียบร้อยและเอาของวางไว้บนเบาะ เป็นการจับจองที่
ส่วนเตียงของสุยังไม่มีผ้าปู จึงต้องรอเจ้าหน้าที่เอาผ้าปูมาให้

เมื่อถามถึงห้องน้ำ เจ้าหน้าที่บอกว่าให้เดินลงไปหน้าศาลา
แต่พอเราเดินออกมาหน้าห้อง เห็นอ่างล้างมือด้านหลัง
ซึ่งเป็นทางตรงข้ามกับบันไดทางลงก็เดินไปสำรวจดู
เห็นห้องน้ำ และห้องอาบน้ำเรียงกันไปหลายสิบห้อง
ห้องอาบน้ำและห้องน้ำจะแยกอยู่เป็นสัดส่วน ทำให้พื้นห้องน้ำแห้งอยู่เสมอ
กะคร่าวๆ น่าจะมีห้องน้ำ และห้องอาบอยู่อยู่อย่างละประมาณ 20 ห้อง
ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อผู้เข้าพักราว 70 คนบนชั้น 2 นี้
คิดว่าเจ้าหน้าที่ที่พามาคงเป็นอาสาสมัคร และไม่เคยพัก จึงไม่รู้ว่ามีห้องน้ำบนเรือนด้วย

กว่าเราจะได้เข้าห้องก็เลย 4 โมง ซึ่งเป็นเวลาของโยคะสมาธิแล้ว
กว่าจะเก็บของ อาบน้ำ เปลี่ยนชุดขาวเสร็จ รอผ้าปูเบาะ ก็ 4 โมงครึ่ง
จึงไม่ได้ร่วมโยคะสมาธิในตอนต้น
แต่แม้ว่าได้ไปทำโยคะสมาธิในช่วงหลัง เราก็รู้สึกว่าชอบมาก
เพราะเป็นการได้ยืดเส้นยืดสายไปพร้อมๆกับการกำหนดลมหายใจ
แถมยังเป็นโยคะสมาธิบนพื้นหญ้า ที่อากาศบริสุทธิ์สดชื่น
ตรงกลางสวน มีต้นโพธิ์ต้นใหญ่ยืนเด่นเป็นสง่าคอยให้ความร่มรื่น
และรอบๆก็รายล้อมไปด้วยสระบัว ซึ่งมีบัวกระด้ง ใบบัวขนาดใหญ่
พร้อมดอกบัวสีสวยผลิบานชูคอเหนือน้ำ
และถัดจากจากสระบัวไป ก็จะเห็นเรือนไม้เรือนไทยที่มีบันไดไม้ทอดตัวลงสู่สระบัว
เป็นมุมที่มีเสน่ห์มาก เห็นแล้วนึกถึงฉากในวรรณคดีไทยสมัยโบราณเลยทีเดียว
(เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมา)

เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมโยคะสมาธิ ก็เป็นเวลาแห่งการปฏิบัติธรรม
ซึ่งปฏิบัติธรรมในที่นี้คือการทำงาน
โดยเป็นอาสาสมัครในการทำความสะอาดบริเวณเสถียรธรรมสถาน
มีทั้งการปัด กวาด เช็ด ถู ธรรมศาลา ซึ่งเป็นศาลาในการประกอบกิจกรรมหลัก ๆ
เช่น ทำวัตรเช้า-เย็น ปฐมนิเทศน์ จัดรายการวิทยุสาวิกา
จัดกิจกรรมจิตประภัสสรสำหรับคุณพ่อ คุณแม่และลูกน้อย ฯลฯ
ระหว่างที่ทำความสะอาดนี้ ก็จะมีเปิดเทปธรรมะ
ซึ่งเป็นธรรมบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุ


พวกเราจับอุปกรณ์ได้ผ้าขี้ริ้วมาคนละผืน
จึงไปเช็ดทำความสะอาดม้านั่งหินอ่อนซึ่งเปียกแฉะจากการรดน้ำต้นไม้ในบริเวณหน้าอาคารสิกขาลัย
แต่การเช็ดม้านั่ง ก็ใช่สักแต่ว่าเช็ด เราต้องมีสติในการทำความสะอาดด้วย
เพราะบนม้านั่ง ยังมีสิ่งมีชีวิตตัวน้อยนิดอย่างมดดำ เดินเล่นอยู่บนม้าหิน
เราต้องคอยระวังไม่ให้การทำงานของเรา ไปทำร้ายทำลายสิ่งมีชีวิตตัวน้อยเหล่านี้

หลังจากทำงานอาสาสมัครเสร็จ พวกเราก็ไปหาอาหารทานกัน
บริเวณที่ทานอาหาร จะมีลานไม้ที่ยกตัวสูงจากพื้นหิน ซึ่งจะต้องถอดรองเท้าเดิน
แต่ว่าบริเวณที่ตักอาหารจะเป็นพื้นหินตะปุ่มตะป่ำ ซึ่งเจ็บเท้าพอสมควรหากเดินเท้าเปล่า
เราจึงถือรองเท้าผ่านลานไม้ เพื่อไปใส่บริเวณที่ตักอาหาร

บริเวณที่ตักอาหาร จะมีโต๊ะยาวอยู่สองโต๊ะวางน้ำปานะหม้อใหญ่อยู่
เป็นน้ำเต้าหู้ และเม็ดแมงลัก
เราได้ลองชิมดู ไม่หวานเกินไป อร่อยดี
แต่เนื่องจากเช้านี้ยังเป็นเวลาทำงาน และกินข้าวหลังเที่ยงไปแล้วเราจึงยังไม่ถือศีล 8 ในวันนี้
เลยชักชวนกันไปกินอาหารที่ร้านอาหารที่ขายในบริเวณเดียวกัน

ร้านอาหารที่ขายมีอยู่ 2 ร้าน ร้านแรกขายก๋วยเตี๋ยวเห็ด ชามละ 25 บาท
อีกร้านมีข้าวกล้อง ข้าวกล้องผัด ผัดกระเพราะเห็ด ราคาจานละ 30 บาท
และอาหารตามสั่งจำพวกไข่เจียว สุกี้แห้ง ซึ่งเป็นอาหารมังสวิรัติทั้งนั้น
เราได้เลือกทานข้าวราดกระเพราเห็ด รสชาติใช้ได้ แต่น้ำมันเยอะไปหน่อย

ในช่วงปฐมนิเทศที่ธรรมศาลา แม่ชีเปิดคลิปวีดีโอสื่อธรรมะให้ดู
มีทั้งบ้านนี้มีอริยะ ธรรมสวัสดี และภาพในพิธีอัญเชิญพระพุทธชยันตีองค์ดำ นาลันทา
มาเป็นองค์ประธานในพิธีสวดมนต์ข้าม 26 ศตวรรษที่ท้องสนามหลวง
ซึ่งสามารถหาชมได้ในลิ้งค์นี้
http://www.youtube.com/user/SDSwebChannel
(ชอบชื่อตัวละครการ์ตูนสองตัว เด็กหญิงชื่อ “สติมา” เด็กชายชื่่อ “ปัญญาเกิด” เท่ห์ชะมัด!)

ระหว่างที่อยู่ในธรรมศาลา และฟ้าเริ่มมืด ยุงก็เริ่มออกหากิน
ดังนั้นขอให้ผู้สนใจที่จะไปปฏิบัติที่นี่ทุกท่าน เตรียมยากันยุงมาด้วยเพราะยุงชุมจริงๆ
เราก็ได้เตรียมไปเช่นกัน โดยใช้เป็นกระดาษทิชชู่เช็ดกันยุงเราส่งให้สุกับจ๋าใช้ แต่สุไม่เอา
น่าเลื่อมใสยิ่งนักที่ยอมแบ่งปันเลือดเพียงน้อยนิดเพื่อต่อชีวิตใหักับยุง
แต่เพิ่งมารู้ตอนหลังว่า ที่สุไม่เอาเพราะนึกว่าส่งกระดาษมาให้ซับหน้า 555

ในการทำวัตรเย็น จะต้องสวดมนต์พร้อมคำแปลด้วย ซึ่งดีมาก
เพราะเราจะได้เข้าใจในบทสวดนั้นๆ ด้วย
โดยเฉพาะบทสวดที่เป็นคำสอนซึ่งควรแก่การเรียนรู้กว่าจะสวดเสร็จก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมง

เนื่องจากเป็นฤดูฝน ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักตามที่ได้คาดไว้
แต่ที่คาดไม่ถึงคือ ระหว่างสวดมนต์ แมลงและสิ่งมีชีวิตในอาศัยในสวนก็ได้เข้ามาหลบฝนเช่นกัน
สวดๆอยู่ก็ต้องตกใจที่แมลงปอตัวใหญ่บินมาโฉบที่หน้าหนังสือ
ก็ได้แต่ขอบคุณแมลงปอที่ทำให้สติเรากลับมาจดจ่อกับปัจจุบันขณะอีกครั้ง
เพื่อเตรียมสติรับมือกับการปรากฎของบรรดาสัตว์ต่าง ๆ ที่แวะเวียนมาเยี่ยม
ซักพัก กบตัวน้อยก็กระโดดมานั่งเล่นด้านหน้า
ก็ขอบคุณเจ้าแมงปอตัวเดิมอีกครั้งที่ทำให้เรามีสติก่อนหน้านี้ เลยไม่ตกใจกับเจ้ากบตัวน้อยนัก
แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเปลี่ยนเป็นเจ้ากะจั๊วะตัวยักษ์มาล่ะก็ ศาลาแตกแน่ 555

จบจากการสวดมนต์ ก็สมาทานศีล 8 ต่อโดยข้อปฏิบัติของการถือศีล 8 มีดังนี้

1. เว้นจากทำลายชีวิต (งดตบยุงด้วยนะจ๊ะ มีได้ยินเสียงคนตบยุงดังเพียะเลย)
2. เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้
3. เว้นจากประพฤติผิดพรหมจรรย์ คือเว้นจากร่วมประเวณี
4. เว้นจากพูดเท็จ (พูดส่อเสียด เพ้อเจ้อ ก็ไม่ควร)
5. เว้นจากของเมา คือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
6. เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือเที่ยงแล้วไป (แต่หากมีกิจธุระที่ต้อง ก็อนุโลมทำให้เสร็จแล้วทานหลังเที่ยงได้)
7. เว้นจากฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี ดูการเล่นอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ การทัดทรงดอกไม้ ของหอม และเคลื่องลูบไล้ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง (แป้ง ครีมต่างๆก็ห้ามทา ส่วนการขับร้อง หากเป็นการภาวนากับบทเพลง สามารถทำได้)
8. เว้นจากที่นอนอันสูงใหญ่ หรูหราฟุ่มเฟือย

เพราะการถือศีล 8 นี้เอง ทำให้การจัดกระเป๋าเป็นไปอย่างง่ายดายนัก
แป้ง เครื่องสำอาง ยาทาสิว ครีมกันแดด ลิปมัน ทุกอย่างไม่ต้องเอาไป
แต่ก็ติดเอาครีมกันแดดทาตัวไปนะ โดยถือเป็นยา ไม่ใช่เพื่อความงาม
เพราะกลัวว่าถ้าร้อนจัด แสงแดดแผดเผาเอาความชุ่มชื้นจากผิวที่แขนไปหมด
ผิวเราจะแห้งและจะคันมากซึ่งเราเป็นอยู่เรื่อยๆ เมื่อออกแดด โดยเฉพาะไปต่างจังหวัด
แต่ว่าสุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ที่นี่และไม่คันด้วย เดาเอาว่าเป็นเพราะไม่ได้อาบน้ำอุ่นด้วยแหละ

แต่ว่าที่กังวลที่สุดก็คือเรื่องการบริโภคอาหารนี่แหละ กลัวหิว หมดแรง
แต่ก็ต้องดูว่าพรุ่งนี้ เมื่อดื่มแค่น้ำปานะในตอนเย็น จะอยู่ท้องมั้ย
ถ้าไม่อยู่ก็คงได้แต่เอาน้ำลูบท้องไป … สู้ๆ!

กว่าจะจบกิจกรรมในช่วงเย็น ก็ปาไป 3 ทุ่มกว่า
เรากระหายน้ำมาก เพราะว่าหลังจากทานอาหารเย็นไปก็ไม่ได้ดื่มน้ำอีกเลย
แถมทำวัตรเสียยาว ยิ่งทำให้คอแห้งสุดๆ
แต่พออกจากธรรมศาลาก็มืดค่ำแล้ว ทำให้ร้านน้ำปิดให้บริการ
จะเดินไปดื่มน้ำในบริเวณที่ทานอาหารก็มืดเกิน (ควรพกไฟฉายไป)
เลยกลับเข้าเรือนพักไป เพราะเรามีพกกระบอกน้ำมาด้วยและยังมีน้ำเหลืออยู่บ้าง
ห่วงก็แต่สุกับจ๋า ที่อยากได้น้ำซักขวดไว้ข้างเตียง
เพราะมักจะคอแห้งและไอในตอนกลางคืนหากไม่มีน้ำดื่ม
แต่เราก็มีพอให้แค่จิบคนละนิดเท่านั้น เพราะเหลือแค่ก้นกระบอกจริงๆ

เมื่อกลับเข้าเรือนพัก เราได้หยิบเอาถุงชุดนอนและสัมภาระที่เตรียมไว้เข้าห้องอาบน้ำทันที
ดีที่เราเตรียมการไว้ก่อน เลยไม่ต้องรอคิว
หลังอาบน้ำเสร็จ ซักพักเราได้ยินเสียงคนตะโกนว่าน้ำไม่ไหล
เราเลยออกไปถามสุซึ่งกำลังอาบน้ำอยู่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
แต่สุยังโชคดีที่น้ำในห้องน้ำของสุยังไหลอยู่ แต่เกือบทุกห้องนั้น น้ำหยุดไหลแล้ว
บางคนอาบน้ำถูสบู่ค้างไว้ ไม่มีน้ำไหล ก็ต้องรอคิวอาบห้องสุ
ซึ่งกว่าจะได้ล้างตัว ก็ทำให้ตัวแดงเถือกเลยทีเดียว

เมื่อเข้าห้องพัก ก็มีแม่ชีท่านนึงถือรีโมตแอร์เข้ามาเปิดแอร์ให้
หลังจากไหว้พระก่อนนอนแล้ว เราก็หยิบเอาผ้าคลุมไหล่ผืนยาวออกมาใช้แทนผ้าห่ม
และเอาผ้าคลุมสีขาวอีกผืนพร้อมกางเกงขายาวสีขาวมาวางเตรียมไว้
เผื่อว่าคืนนี้หนาว จะได้เอากางเกงมาสวมทับอีกชั้น และเอาผ้าอีกผืนมาห่มตัว
กว่าจะได้นอนก็ปาไป 4 ทุ่มครึ่ง พรุ่งนี้จะตื่นไหวมั้ยเนี่ย

แต่ตลอดการนอนทั้งคืน เราตื่นบ่อยมากเพราะความหนาว
เนื่องมาจากความประมาทของเราเองที่ไม่ได้เอาผ้าห่มไป ไม่คิดว่าจะเป็นห้องแอร์
แม้จะใส่กางเกงสองชั้น ห่มผ้าคลุมสองชั้นก็ยังเย็นอยู่ เพราะเปิดทั้งแอร์และพัดลม
จะลุกไปปิดพัดลมก็เกรงใจคนอื่นที่อาจจะร้อน เลยต้องทนหนาว หลับๆตื่นๆไป

2 มิถุนายน 2555

ตามกำหนดการแล้ว ตี 4 จะมีการเคาะระฆังแห่งสติบอกเวลาตื่นแต่ว่าเราไม่ได้ยินเสียงเลย
ได้ยินแต่เพื่อนๆร่วมห้องทยอยกันตื่น เราก็เลยตื่นบ้างก็ไม่ทันได้ดูนาฬิกาว่ากี่โมงแล้ว
พอออกไปแปรงฟัน ปรากฎว่าน้ำก็ยังไม่ไหล
สุบอกว่าต้องหาแก้วลงไปแปรงฟันข้างล่าง จะมีตุ่มน้ำอยู่
แต่พอดีได้เจอผู้ปฏิบัติท่านหนึ่งบอกว่าด้านหน้าเรือน ตรงสะพานข้ามคลอง
มีห้องน้ำพร้อมฝักบัวอยู่ 4 ห้อง น้ำตรงนั้นยังไหลอยู่ ให้ไปใช้ได้
เรากับจ๋าที่ตื่นพร้อมกัน เลยไปแปรงฟันที่ห้องน้ำตรงนั้น

ขณะเดินกลับเข้าห้องพัก ก็ได้ยินเสียงระฆังดังขี้น
อ้าววว เพิ่งตี 4 เองหรือนี่ ตื่นกันไวจริง

ตี 4 ครึ่ง พวกเราออกจากเรือนเพื่อไปเตรียมทำวัตรเช้ากัน
ระหว่างที่รอเวลาทำวัตรในตอนตี 5 เราก็นั่งสมาธิรอในการทำวัตรเช้า
บอกตามตรง ง่วงมากกกกกกกกกกกกกกทั้งง่วง ทั้งกระหายน้ำตั้งแต่เมื่อคืน แล้วก็หิว
จึงไม่มีสมาธิในการสวดเลย

หลังจากจบทำวัตรเช้า ก็เป็นเวลาโยคะสมาธิ
ใครที่มีผ้าพลาสติกก็เอาไปปูที่พื้นหญ้าในสนาม ส่วนคนที่ไม่มีก็สามารถทำในธรรมศาลาได้
ช่วงเวลาโยคะสมาธิ เป็นช่วงเวลาโปรดที่สุดของเราเลยทีเดียว
เพราะท่าแรกที่ทำโยคะสมาธิคือ … นอน ^^

เราไม่รู้หรอกนะว่าการให้นอนเนี่ย เป็นการให้พักเพื่อให้หายง่วง
หรือให้นอนสมาธิเพื่อให้จิตจดจ่ออยู่กับลมหายใจ
และส่งจิตไปยังส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อให้่้ส่วนนั้น ๆผ่อนคลาย
เหมือนการนอนภาวนาแบบหมู่บ้านพลัม
เพราะเราไม่ทันได้ยินว่าแม่ชีพูดอะไร เนื่องจากพอศีรษะถึงพื้น วิญญาณก็ออกจากร่างทันที 555

เมื่อได้นอนพักเฉยๆ เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ก็ทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นมาก
ท่าโยคะต่อไปก็ยังคงเป็นท่านอนอยู่ แต่เป็นการนอนยกแข้งยกขา ลดพุง
จากนั้นก็ต่อด้วยท่ายืน และท่านั่ง
ซึ่งแต่ละท่าที่ทำ ต้องทำควบคู่ไปกับการกำหนดหายใจเข้า-ออก
และเป็นการได้ยืดเส้นยืดสายจากการนั่งสมาธิและสวดมนต์เป็นเวลานาน

และแล้วก็ได้เวลาพิจารณาอาหารเช้า
เวลาแห่งการรอคอยหลังจากที่ระฆังแห่งความหิวดังเตือนอยู่ในท้องเนืองๆ
อาหารเช้าในวันนี้เป็นข้าวต้มทรงเครื่องที่มีผักสีสันต่าง ๆ หั่นต้มผสมอยู่
ข้าง ๆ หม้อข้าวต้ม มีชามกระดาษวางไว้สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมอุปกรณ์ไป
พวกเราจึงได้ใช้ชามนี้ในการกินแทน ไม่ต้องไปซื้อให้สิ้นเปลือง

อย่างที่บอกไว้ในตอนต้นว่าบริเวณทานอาหารนี้ มีทั้งอาหารที่ทางเสถียรธรรมสถานจัดให้
และอาหารที่มีร้านค้ามาจัดจำหน่าย ซึ่งเมื่อทานอาหารแล้วก็จะต้องล้างจาน ชาม ช้อนเอง
และนำไปวางคว่ำไว้ในบริเวณที่จัดไว้ให้
เราจึงสามารถนำช้อนส้อมและชามที่ล้างไว้แล้วมาใช้ได้ และต้องล้างคืนตามเดิม
แต่คิดว่าถ้าใครจะมาพักค้างปฏิบัติธรรมที่นี่ ควรเตรียมอุปกรณ์มาเองดีกว่า
จะได้ไม่ต้องหาชามเปล่าให้ยุ่งยาก เพราะบางทีคนเยอะ ก็ไม่มีให้ใช้

ก่อนทานอาหาร จะมีบทพิจารณาอาหารวางไว้ที่ข้างหม้อข้าวต้ม
สามารถหยิบมาอ่านที่โต๊ะได้ เสร็จแล้วค่อยเอาไปวางคืนที่เดิม

เมื่อทานอาหารเสร็จ พวกเรากลับไปยังเรือนพักเพื่อไปอาบน้ำ
ซึ่งก็โชคดีที่น้ำในห้องน้ำบนเรือนไหลแล้ว
เห็นเค้าว่าเฉพาะเรือนเราเท่านั้นที่ปั๊มน้ำเสีย เรือนอื่นยังใช้ได้อยู่

มีคุณป้าท่านนึงที่พักห้องเดียวกับเราไม่สบาย ต้องกลับบ้านก่อนกำหนด
คุณป้าขอให้เราช่วยยกกระเป๋าสัมภาระออกมาที่หน้าอาคารสิกขาลัยให้
เราจึงย้ายที่นอนมานอนที่คุณป้าแทนซึ่งเป็นเตียงสองชั้นเตียงล่าง
เพราะคิดว่าน่าจะหนาวน้อยกว่าเนื่องจากมีเตียงบนคอยบังลมให้

9 โมงเช้า พวกเรากลับไปที่ธรรมศาลาอีกครั้งเพื่อร่วมฟังการจัดรายการวิทยุ “สาวิกา”
ยอมรับว่าหลับตั้งแต่ต้นจนจบรายการตลอด 1 ชั่วโมง -*-

จากนั้น 10 โมง ก็เป็นเวลาภาวนากับบทเพลง และธรรมบรรยาย
ซึ่งแม่ชีได้บรรยายธรรมเรื่องปฏิจสมุปบาท คือ
การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน
การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกัน จึงเกิดมีขึ้น การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา
มีองค์หรือหัวข้อ ๑๒ ดังนี้ คือ
อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
(สฬายตนะคืออายตนะภายในหกอย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี
ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อมความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้จึงมี

(คัดลอดมาจาก http://www.thammapedia.com/dhamma/dhamma_patijja.php)

นอกจากนั้นก็ยังให้ดูคลิปวีดีโอ และร่วมภาวนากับบทเพลง “ดั่งดอกไม้บาน” พร้อมทำท่าประกอบ

ซึ่งเดาว่าเป็นเพลงที่แปลมาจาก Breathing in, Breathing out ของหมู่บ้านพลัม เพราะความหมายเหมือนกันเลย
ภาพที่ได้เห็นในคลิปนี้ ทั้งท่าประกอบการภาวนา
ฉากต้นโพธิ์กลางสวน และสระบัวขอบกระด้งนั้น ล้วนเป็นภาพจำลองจากสถานที่จริง
ซึ่งทำออกมาได้น่ารักและเหมือนจริงมาก

จากนั้นก็เป็นเวลานั่งสมาธิ เดินจงกรม
ซึ่งทางเดินจงกรมนั้น จะได้ไปเดินในสวนที่ร่มรื่น
ผ่านต้นสาละที่ออกดอกบานสะพรั่งหลายต้น ผ่านเรือนไทยหลังงาม
มีลำธารเล็กๆไหลผ่าน ได้ฟังเสียงนก เสียงแมลง และเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ รู้สึกผ่อนคลายจริง
อยากจะหยุดเดิน ชมวิว ดื่มด่ำกับธรรมชาติซักพัก แต่เสียงแม่ชีที่พูดไว้ตั้งแต่ก่อนออกเดินว่า
นี่เป็นการเดินจงกรม ไม่ใช่เดินชมวิว ดังแว่วเตือนเข้ามา
เราจึงได้แต่ทอดสายตาไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่ได้มองบรรยากาศสองข้างทางเลย
คิดว่าจะมาเดินเล่นอีกซักรอบเวลาว่าง ก็ไม่กล้าเดิน
เพราะมีป้ายติดว่าสุดเขตเยี่ยมชม และ ทางเดินจงกรม เลยไม่กล้าไปเดินเล่น

ก่อนที่จะพิจารณาอาหารกลางวัน ก็เป็นช่วงเวลาแห่งงานอาสา
กวาดถูลานธรรม เช็ดม้าหิน กวาดเศษใบไม้ที่พื้นซึ่งเป็นงานประจำวัน
แต่พวกเราไปช่วยงานอื่น ก็คือกรอกน้ำมันมะพร้าวใส่ขวดแก้วใบเล็กเพื่อเอาไปใช้ในพิธีที่ท้องสนามหลวง
ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยน้ำมันพวกนี้จะให้แก่ผู้ที่เดินทางไปกราบไหว้พระพุทธชยันตีองค์ดำ นาลันทา
เพื่อใช้น้ำมันลูบองค์พระแล้วอธิษฐานขอพรให้รักษาโรค
ตามความเชื่อที่ว่าพระพุทธชยันตีองค์ดำ นาลันทา เป็นพระผู้เป็นเลิศแห่งการเยียวยา
ซึ่งเมื่อเสร็จจากพิธีที่ท้องสนามหลวงแล้ว
จะอันเชิญพระองค์มาประดิษฐานที่เสถียรธรรมสถานแห่งนี้เป็นการถาวร

สำหรับอาหารกลางวันในวันนี้ เนื่องจากพวกเราช่วยงานกันเลยเที่ยง
ไปถึงก็ไม่มีภาชนะสำหรับใส่อาหารแล้ว และอาหารก็เหลือไม่มาก
พวกเราจึงแลกคูปองและซื้ออาหารทานกันเอง
โดยเราเลือกทานก๋วยเตี๋ยวเห็ดตุ๋น ชามละ 25 บ.ส่วนสุและจ๋าเลือกทานข้าวไข่เจียว

วันนี้ข้างๆร้านน้ำปั่น มีขายโรตีด้วย พวกเราก็เลยซื้อกินเพราะเกรงว่าก๋วยเตี๋ยวชามนึงคงอยู่ท้องได้ไม่นาน
โรตีไม่ใส่ไข่ 10 บ. หากใส่ไข่และไส้อื่น ๆ ก็ 20 บ.
ส่วนน้ำผลไม้ปั่นแก้วละ 40 บ. ถ้าเป็นผลไม้รวมก็ 45 บ.
เราซื้อผลไม้รวมปั่น ก็อร่อยดี

หลังอาหารกลางวัน เป็นเวลา “ว่างอยู่กับปัจจุบันขณะ”
พวกเราจึงไปเดินเล่นดูรอบ ๆ เข้าไปในถ้ำดิน
ซึ่งภายในเป็นพื้นทรายและมีม้าหินเรียงรายอยู่มากมาย
สำหรับคนที่อยากปลีกวิเวกมาทำความเพียรอย่างสงบ
บรรยากาศในนี้เย็นๆ มืดๆ น่านั่งสมาธิดี เสียแต่มีกลิ่นขี้แมวอยู่บ้าง
พวกเราเดินทะลุออกจากถ้ำดิน ไปยังด้านหน้าซึ่งเป็นทางเข้าไปไหว้พระบรมสารีริกธาตุ

เมื่อได้กราบพระบรมสารีริกธาตุพร้อมทั้งเดินจงกรมรอบพระบรมสารีริกธาตุ 3 รอบแล้ว
พวกเราก็เดินทะลุออกมาอีกด้านหนึ่งซึ่งติดกับลานสวนด้านนอกที่มีต้นโพธิ์ใหญ่
บริเวณนั้นจะมีม้าหินวางเรียงรายอยู่ ซึ่งแม้ว่าตอนนั้นจะเป็นเวลาเที่ยงกว่าแล้ว
แต่ม้าหินก็ยังมีความเย็นของมัน พวกเราจึงนั่งๆ นอนๆ บนม้าหินที่เย็นสบายนี้

กิจกรรมถัดไปเริ่มเวลา 13.30 น. เป็นกิจกรรมสมาธิภาวนา ยืน เดิน นั่ง นอน และตอบคำถาม
ได้ยินแม่ชีบอกว่าใครที่มีผ้าพลาสติก สามารถปูที่ใต้ร่มโพธิ์ได้
พวกเราและอีกหลาย ๆ ก็คนก็เลยปูผ้าอยู่ใต้ร่มโพธิ์เพื่อนอนภาวนา
ส่วนเราก็นอนและหลับไปตามเคย ตื่นมาอีกที นึกว่าจะโยคะต่อ แต่ก็เปล่า
แม่ชีให้เข้ามาในธรรมศาลาเพื่อตั้งแถวเดินจงกรม
แต่ว่าหลังจากที่นอนกลางแจ้ง แม้ว่าจะมีร่มโพธิ์กันแดดอยู่บ้าง แต่ก็ยังร้อนอบอ้าวมาก
เราตื่นขึ้นมาพร้อมอาการปวดหัว หนักหัวมาก รวมกับประจำเดือนเพิ่งมาในวันนี้ ทำให้รู้สึกร้อน
นั่งซักพักก็ยังไม่หาย จึงคิดว่าจะไม่ไปเดินจงกรม
เพราะเห็นว่าคราวนี้จะเดินรอบใหญ่ กลัวว่าจะปวดหัวจนเดินไม่ไหว
เลยไปนั่งพักที่ม้าหินที่ตั้งไว้รอบธรรมศาลา
คิดว่าอาจจะไปนั่งสมาธิที่ถ้ำดินแทน เผื่อความเย็นในถ้ำจะช่วยคลายร้อน คลายปวดหัวได้
แต่แล้วก็นึกได้ว่าเราเคยมีอาการแบบนี้หนนึง ตอนออกไปทำกิจกรรม sales blitz ที่ต่างจังหวัด
ตอนนั้นก็ร้อนจนปวดหัวมาก แต่หลังจากกินไอติมดับร้อน ก็หายปวดเป็นปลิดทิ้ง
ทำให้เราต้องซื้อไอติมกินแทบทุกครั้งที่ปวด
เมื่อคิดได้ดังนั้น เลยเดินไปซื้อไอติมกิน ซึ่งหลังจากกินไอติมก็ดีขึ้นเยอะ
เราก็รีบกลับไปที่ศาลา เพื่อที่ว่าจะได้กลับไปเดินจงกรมตามหลังแถวสุดท้ายได้ทัน
แต่พอกลับไป หางแถวหายไปแล้ว เจอแต่หัวแถวที่กำลังเดินกลับมา ก็เสียดายที่ไม่ได้ไปเดิน
(ปล. เห็นเคยอ่านเจอคนที่มาปฏิบัติธรรมที่นี่บอกว่าถือศีล 8 ก็ทานไอติมได้นะ แม่ค้าก็บอกว่าได้
แต่เราก็ไม่ชัวร์ เพราะว่ามันต้องกัดด้วยนี่กะว่าถ้าไม่ปวดหัวก็คงไม่กิน
แต่ว่างวดนี้ต้องขอกิน โดยถือว่าเป็นการรักษาโรค)

ส่วนการบรรยายในช่วงบ่าย แม่ชีได้สอนเรื่องอุปกิเลส 16 สนใจหาอ่านได้ในเน็ตนะจ๊ะ ^^

16.00 น. เวลาดื่มน้ำปานะ
ทางเสถียรธรรมสถานมีจัดน้ำเต้าหู้ และเม็ดแมงลักไว้ให้ผู้ปฏิบัติธรรมค้างคืน
เราดื่มไป 2 แก้ว กินเผื่อคืนนี้ด้วย ^^
จากนั้นพวกเราก็ไปอาสาช่วยติดแผ่นกำมะหยี่ด้านในกล่องพระ
ช่วยจนแผ่นกำมะหยี่หมดก็กลับเข้าห้องพัก
และได้คุยกับคุณป้าท่านหนึ่งซึ่งท่านมาปฏิบัติธรรมที่นี่บ่อยๆ
ท่านเล่าถึงประวัติของคุณบัวซึ่งถูกหลอกไปญี่ปุ่น และต้องติดคุกที่ญี่ปุ่นถึง 5 ปี
ระหว่างอยู่ในคุก คุณบัวได้อ่านนิตยสารสาวิกาของแม่ชีศันสนีย์ จึงเกิดความศรัทธา
ต่อมารู้ตัวว่าเป็นมะเร็งในระยะสุดท้าย จึงขอออกจากคุกกลับมาตายที่ไทย
แม่ชีจึงได้ไปเยี่ยมและช่วยเยียวยา
ฟังเรื่องราวแล้วก็สลดใจยิ่งนัก
แต่เมื่อได้ดูคลิปทั้งหมดช่วงธรรมบรรยายในตอนเย็น ก็ยินดีกับคุณบัวนัก
ที่ได้เกิดมาเป็นพุทธศาสนิกชน ได้เรียนรู้การปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
โดยผ่านทางการอ่านและคำสอนจากแม่ชีศันสนีย์
ทำให้คุณบัวจากไปอย่างพ้นทุกข์ ละซึ่งอาฆาตพยาบาทได้
หากสนใจ ดูคลิปวีดีโอของคุณบัวได้ตามลิ้งค์ข้างล่างนี้ แต่ว่าเป็นคนละเวอร์ชั่นกับที่เราได้ดูนะ

เมื่อจบจากธรรมบรรยาย สมาธิภาวนา และทำวัตรเย็นแล้ว
พวกเราก็กลับเข้าเรือนพัก เตรียมตัวอาบน้ำนอน แต่โชคไม่ดี น้ำไม่ไหลอีกแล้ว
ยังดีที่เรา สุ และจ๋าได้เตรียมเสื้อผ้าสำหรับใส่นอน สบู่ ผ้าเช็ดตัวใส่ในถุงผ้าแล้ว
จึงหิ้วไปอาบน้ำที่ห้องน้ำตรงสะพานได้เลย ซึ่งตอนนั้นมีคนจับจองไปแล้วสองห้อง
เหลืออีกสองห้องที่ยังว่างอยู่เมื่ออาบน้ำเสร็จออกมา
เห็นคนเข้าคิวยาวเหยียดเป็นสิบเลยคนสุดท้ายที่ได้อาบคงไม่แคล้วต้องรอเป็นชั่วโมงแน่

3 มิถุนายน 2555

แม้ว่าเมื่อคืนจะย้ายมาตอนเตียงสองชั้นด้านล่างแต่ก็ยังไม่รอด หนาวกว่าคืนแรกอีก
งวดนี้เอาเสื้อขาวสำหรับใส่วันพรุ่งนี้มาห่มทับด้วยตื่นมา
คุณป้าที่นอนข้างๆยังบอกว่าสงสาร เห็นนอนหนาวเชียว T^T

สำหรับการปฏิบัติธรรมในวันนี้ก็เหมือนกับของเมื่อวาน
แต่เนื่องจากวันนี้มีกิจกรรมจิตประภัสสร
ซึ่งเป็นกิจกรรมสำหรับพ่อแม่ที่ประคองลูกน้อยในท้องแม่มาร่วมกิจกรรม
พ่อและแม่จะคอยสื่อสารและส่งถ่ายความรักไปให้ยังลูกในท้อง
ดังนั้นช่วง 9 โมงที่มีรายกการวิทยุสาวิกา และธรรมบรรยาย จึงหนักไปเรื่องของการเลี้ยงดูลูกน้อ
ยแต่เราก็ชอบที่จะฟัง เพราะในวันนี้มีพี่อ้อม สุนิสา มาเป็นพิธีกร
และมีคุณแม่ชีศันสนีย์เป็นคนสอนและตอบคำถามเอง
ซึ่งแม่ชีสอนได้น่าฟังและตอบคำถามกระจ่างดี
เช่นเดียวกับพี่อ้อมที่ยิงคำถามได้อย่างน่าสนใจหากสนใจ สามารถรับฟังได้ตามลิ้งค์นี้
http://www.sdsweb.org/sdsweb/index.php?option=com_content&view=category&layout=blog&id=79&Itemid=197

เมื่อได้สังเกตในกิจกรรมจิตประภัสสร ทำให้นึกถึงเปิ้ล คุณแม่ลูกอ่อน
ที่เสถียรธรรมสถานแห่งนี้ยังมีโรงเรียนพ่อแม่ สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกน้อยอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 12 ปี
ซึ่งเห็นว่ามีหลายสิบครอบครัวเลยที่มาร่วม ไม่นับรวมกับครอบครัวที่ลูกน้อยยังอยู่ในครรภ์อีกเกือบร้อย
หากสนใจ สามารถดูรายละเอียดและเข้าร่วมกิจกรรมได้ตามลิ้งค์นี้จ้า
http://www.sdsweb.org/sdsweb/index.php?option=com_content&view=category&layout=blog&id=68&Itemid=154

สำหรับกิจกรรมอาสาสมัครวันนี้พวกเราไปช่วยเช็ดม้าหินตามเคย
แต่วันนี้ไปเช็ดที่ถ้ำดิน เพราะด้านนอกเห็นว่ามีหลายคนเช็ดจนสะอาดดีแล้ว
เรากับสุแบ่งกันเช็ดคนละด้าน สุเช็ดเสร็จไปด้านนึงแล้ว แต่เรายังไม่เสร็จเลย
สุเลยหันมามองหน้าแล้วถามว่า “อู้งานเหรอ”
5555 ก็เราเช็ดอย่างมีสติไง ไม่ได้สักแต่ว่าเช็ดให้เสร็จ ก็เลยช้า =P

เมื่อทำงานเสร็จดีแล้ว ก็ขอตัวไปเก็บของเพื่อกลับบ้าน
โดยพวกเราอยู่ถึงแค่หลังเที่ยงเท่านั้น ไม่ได้อยู่จนจบกิจกรรมในตอนบ่าย 4
เพราะเห็นว่าวันนี้เน้นกิจกรรมสำหรับแม่และลูกในครรภ์

สุดท้ายนี้
ขอขอบคุณเสถียรธรรมสถานที่เอื้ออำนวยสถานที่ปฏิบัติธรรมแบบค้างคืนที่ร่มรื่นในกรุงเทพ
ขอขอบคุณแม่ชีทุกท่านที่สอนสั่ง ให้ความรู้
ขอขอบคุณท่านที่บริจาคเงินสำหรับอาหารทุกมื้อ และน้ำปานะ อร่อยจริงๆ
ขอขอบคุณคนทำน้ำปั่น น้ำสะระแหน่+แอปเปิ้ล+สับปะรดปั่น อร่อยมากกกกกก กินไป 2 แก้ว
ขอขอบคุณคนทำไอติม ไอติมสละ อร่อยมากกกกกก กินไป 4 แท่ง
ขอขอบคุณจ๋า สุที่ชวนมาปฏิบัติธรรมที่นี่
ขอบคุณที่เปลี่ยนจากปฏิบัติธรรม 1 วันเป็น 3 วันตามที่เราขอขอบคุณค่า _/l\_

ปล1. ที่ห้องน้ำในเสถียรธรรมสถาน ไม่มีกระจกให้ส่องนะจ๊ะ ทำให้เราไม่ได้เห็นหน้าตัวเองถึง 2 วัน
แต่หน้าเรือนพักเราจะมีศาลา และมีกระจกใหญ่ขนาบข้างพระพุทธรูป
วันที่ 3 เราเลยโผล่ไปดูหน้าตัวเองซักหน่อย ตอนส่องรู้สึกคิดถึงหน้าตัวเองชะมัด ไม่เจอตั้งหลายวัน 555

ปล2. คราวหน้าถ้าจะไป ของดสนทนาก็ดี เพราะจะได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เพ้อเจ้อน้อยลง

Posted in Uncategorized | 7 Comments

The Cliff & River Jungle 5

1/11/11

Continue reading

Posted in Travel | 6 Comments

Samui Buri & The Cliff 4

31/10/11

Continue reading

Posted in Travel | 1 Comment

Sala Samui & Samui Buri 3

30/10/11

เช้านี้ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศดีทีเดียว
อาหารเช้าในวันนี้ก็เป็นอาหารบุฟเฟต์ของโรงแรมที่เมื่อวานเราได้ทานไปนิดเดียวเอง
วันนี้เลยจัดเต็มซักหน่อย!
แต่ทว่าอาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารฝรั่ง เราอยากกินข้าวต้มทรงเครื่องร้อนๆก็ไม่มี
มีแต่ข้าวต้มหมูซึ่งก็ดูไม่ค่อยน่ากิน 
ที่ชอบก็คือข้าวเหนียวมะม่วงใส่ในโหลแก้วนี่ น่ารักน่ากินดี
แล้วก็ยังมีน้ำมะม่วงสุกให้กินด้วย แต่เราไม่ค่อยชอบนัก เลยหาน้ำผลไม้อื่นกินแทน
นอกจากอาหารในไลน์บุฟเฟต์แล้ว เรายังสามารถสั่งอาหารอื่นเพิ่มเติมในเมนูได้
ซึ่งก็มีให้เลือกเป็นสิบๆอย่าง เราก็เลยสั่งผัดไทมากินแทน
อ้อ มียาคูลท์ให้กินด้วยนะ ถ้าน้องแอนมาคงกินยาคูลท์กับนมใส่คอนเฟล็กซ์จนเปรมไปเลย 555

สายๆหน่อยอากาศเริ่มร้อนขึ้นทุกทีๆ พวกเราเลยกลับเข้าห้องพัก
อาบน้ำอาบท่าอีกรอบให้เย็นสดชื่น แล้วก็กลับมาเก็บภาพนางแบบอีกซักหน่อย
(เท่าที่ดูจากรูปก็ไม่หน่อยนะ เยอะทีเดียวแหละ!)
หมายเหตุ: เซ็ตถ่ายแบบขอแต่งรูปให้ดูสว่างๆ ฟุ้งๆหน่อยนะ
อยากดูภาพจริงไปดูที่ facebook ได้จ้า ^^
เวลาเช็คเอาท์อยู่ที่ 12.00 น. แต่พวกเราขอเลทเช็คเอาท์เป็นบ่าย 1
แต่ก็ยังรู้สึกว่าเวลาไม่เคยพอเลยจริงๆ ยังอยากนั่งเล่น นอนเล่น ว่ายน้ำ ถ่ายรูปเล่นต่ออีก
จนกระทั่งก้าวสุดท้ายก่อนออกจากห้องพักก็ยังไม่ยอมเก็บกล้องเข้ากระเป๋า
ขณะที่รอเจ้าหน้าที่เช็คห้องอยู่ ก็แวะเล่นเน็ตหน่อยละกัน
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีปัญหาใดๆ ก็ถึงเวลาโบกมือลาศาลาสมุยซึ่งเป็นรีสอร์ทที่น่าประทับใจมาก
ประทับใจทั้งสถานที่และพนักงานทุกคนที่นี่ ที่ไม่ว่าเราจะเดินผ่านไปทางใด ทุกคนจะทักทายเราเสมอ
ขอขอบคุณสำหรับความสะดวกสบายทั้งหมดที่พวกเราได้รับตลอด 3 วันนี้ค่ะ _/l\_
ที่พักคืนนี้ของพวกเราก็ยังอยู่บนเกาะสมุย
โดยอ๊อบได้จองที่พักไว้แล้วที่สมุยบุรีบีชรีสอร์ท บนหาดเฉวง
จากหาดเชิงมนไปหาดเฉวงก็ไม่ไกลนะ พวกเราเลือกที่จะนั่งสองแถวไปยังสมุยบุรี
แต่ก่อนไป ก็ขอแวะ 7-11 ซื้อมาม่าราเมนซัก 10 ห่อ กลับไปฝากแอนนี่ซะหน่อย ^^

ระหว่างรอรถสองแถว ฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่เพียงแค่ไม่ถึง 5 นาทีก็หยุดแล้ว
ที่เกาะนี้แปลกดีแท้ ทุกวันจะมีฝนตก แต่ว่าตกแค่ 1-5 นาทีก็หยุดสนิทเลย 
ดีเหมือนกัน ช่วยคลายความร้อนไปได้

เมื่อรู้ราคาค่าโดยสารจากคนขับสองแถวแล้ว พวกเราก็ขนกระเป๋าขึ้นรถไป
แต่สงสัยเราจะเลือกคันผิด สองแถวคันนี้ขับรถหวานเย็นมากกกกก
ขับช้าาาาาาสุดฤทธิ์ ให้เราปั่นจักรยานยังแซงได้เลยมั้ง
สองแถวคันหลังมาตามมาก็แซงไป 2 คันแล้ว คันนี้ก็ยังคลานต้วมเตี้ยมอยู่
จากศาลาสมุย หาดเชิงมน ไปยังสมุยบุรี หาดเฉวง ใช้เวลาถึง 1 ชม.เต็ม!!!

สองแถวไปจอดที่หน้าปากซอยของรีสอรท์ 
เมื่อพวกเราจ่ายค่าโดยสารคนละ 50 บ.แล้ว 
ก็ลากกระเป๋าตุเลงๆ เดินเท้าเข้าไปยังรีสอร์ทซึ่งอยู่ลึกเข้าไปหลายร้อยเมตรอยู่ 
พอถึงหน้ารีสอร์ท ก็เจอรถบั๊กกี้ของรีสอร์ทออกมาพอดี เลยนั่งรถบั๊กกี้เข้าไปกัน .. แฮ่ก!

ที่สมุยบุรีจะตกแต่งบรรยากาศแบบไทยๆ มีเสน่ห์ไปอีกแบบ
พวกเราเข้าพักห้อง Deluxe อยู่ชั้นสอง 
ซึ่งเมื่อมองไปข้างๆรีสอร์ท จะเห็นโรงแรมข้างๆที่ร้างไปแล้ว
ตัวบ้านแต่ละหลังผุพังเป็นรูโหว่ทั้งตรงผนังและเพดาน ดูน่ากลัวชะมัด

ในห้องพักของเรา พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางมาก
การตกแต่งก็เหมือนโรงแรมทั่วไป แต่ด้วยพื้นที่ที่กว้างขวาง ทำให้ดูโอ่โถงขึ้น
เมื่อมองออกไปด้านนอกระเบียง ก็จะมีวิวเป็นหลังคาเรือนไทย เหมือนหลังคาวัด ดูมีเสน่ห์ดี
(แต่อันนี้ก็แล้วแต่คนชอบนะ เราน่ะชอบแบบนี้ แต่อ๊อบกลับไม่ค่อยชอบ)

เจ้าตุ๊กแกตัวนี้เป็นสัญลักษณ์ หากวางไว้บนเตียง แปลว่าให้พนักงานเปลี่ยนผ้าปูที่นอนด้วย

เมื่อเก็บของเสร็จเรียบร้อย พวกเราก็ออกมาเดินสำรวจรีสอร์ทกัน

ชั้น 1 นี่เป็น Deluxe Pool Access มีม่านไม้บังตาไว้ แต่เราแหวกเข้าไปดู
สระว่ายน้ำของรีสอร์ทนี้ใหญ่ดี ชอบๆๆ 
แต่เนื่องจากอยู่ติดหาด และลมก็แรงๆมากๆๆๆๆ ทำให้ไม่ค่อยอยากว่ายน้ำนัก เพราะดูท่าจะหนาว

เวลา 5-6 โมงเย็น เป็นช่วงเวลา Happy Hour สั่งเครื่องดื่ม 1 แก้ว ฟรีอีก 1 แก้ว (แบบเดียวกัน)
จริงๆ ก็อยากสั่งพวกค็อกเทลนะ แต่จากเมื่อเย็นวานที่กินไปแล้วทำให้ง่วง
ก็เกรงว่าเราจะไม่ทันได้มีเวลาทำกิจกรรมที่รีสอร์ทเท่าไหร่ก็หลับคาเตียงไปแล้ว
เราก็เลยเลือกสั่งเป็นพวกน้ำปั่นแทน

สำหรับอาหารเย็นในวันนี้ พวกเราก็เดินหาร้านอาหารริมหาดกินเช่นเคย
แต่ว่าหาดนี้ร้านอาหารน้อยมากกกกก ผู้คนแทบไม่มีเลย 
แถมยังต้องเดินผ่านชายหาดของรีสอร์ทร้างข้าง ๆ รู้สึกวังเวงไงชอบกล

ร้านอาหารริมหาดเพียงร้านเดียวที่พวกเราเจอก็คือ Cocorico
ในร้านไม่มีลูกค้าเลย แต่เนื่องจากบรรยากาศใช้ได้ พวกเราเลยตกลงใจกินที่นี่
โต๊ะที่พวกเรานั่งอยู่หน้าหาดเลย หลังจากสั่งกับข้าวไปแล้ว พวกเราก็เล่นกับน้องหมากัน
อ้อ ลืมเล่า ที่รีสอร์ทมีหมาตัวนึง พนักงานบอกว่าเป็นหมาของแขก
มันจะเดินเล่นไปทั่วรีสอร์ทเลย แล้วถ้ามีแขกในรีสอร์ทเดินเล่นที่หาด
มันก็จะเดินมาเป็นเพื่อนด้วย น่ารักจริงๆ 

เชื่อมั้ย พวกเรารออาหารเกือบชั่วโมงเลย นานมากกกกกกกก
รอตั้งแต่ฟ้าสว่างยันฟ้ามืด สุดท้ายอาหารมา แต่มองอาหารไม่เห็นแล้ว
ไฟที่หน้าร้านก็ไม่มีเนื่องจากเหตุขัดข้องบางประการ
ตะเกียงที่เอามาตั้งบนโต๊ะก็ไม่สว่างพอ พวกเราเลยย้ายไปนั่งโต๊ะในร้านแทน 
ส่วนรสชาติอาหารก็ธรรมดา แต่ว่าจัดตกแต่งอย่างดี มีดอกกุหลาบแกะสลักด้วย
สงสัยที่ช้า คงเพราะมัวแต่จัดแต่งจานอาหารแน่

หลังจากกินเสร็จ พวกเราก็รีบเดินกลับรีสอร์ท เพราะมืดมากกกก
ดีที่เรามีเตรียมไฟฉายไปด้วย เลยส่องทางเดินได้
แต่ช่วงที่เดินผ่านรีสอร์ทร้าง ตอนนี้คลื่นแรงมาก และซัดขึ้นฝั่งสูงทีเดียว
พวกเราก็เลยรีบวิ่งหนีคลื่นกัน
ผลปรากฎว่า เราดันไปเหยียบโดนเปลือกหอยเข้า (ขออโหสิกรรมด้วยนะจ๊ะ ข้าเจ้ามิได้ตั้งใจ T^T) 
เศษเปลือกหอยก็ติดคาเท้านี่แหละ แต่เราไม่สามารถหยุดเดินเพื่อดึงออกได้
เพราะฟ้ามืดมาก และคลื่นก็ซัดแรงมาก 
เลยได้แต่เดินโขยกเขยกกลับเข้าห้องพัก แล้วค่อยดึงเศษเปลือกหอยออก เจ็บชะมัด T^T

แม้ว่าที่รีสอร์ทจะมี wifi แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงล็อกอินไม่ได้ 
ดังนั้นเรากับอ๊อบเลยลงไปเล่นอินเตอร์เน็ตที่ล็อบบี้ด้านล่าง
ก็เลยมีโอกาสได้ถ่ายรูปบรรยากาศรีสอร์ทในยามค่ำคืน

นั่งเล่นเน็ตอยู่ดีๆ ทำไมมันคันจัง ยุงเยอะเหรอเนี่ย
พอก้มลงดูเท่านั้นแหละ โอ้โฮ ผื่นขึ้นเต็มตัวเลย งงมาก มาจากไหนหว่า
วันนี้ไม่ได้กินแอลกอฮอล์ซักหน่อย ทำไมผื่นขึ้นได้
อาหารเย็นก็กินแค่ต้มยำทะเล กับยำทะเล ไม่น่าจะแพ้อะไรได้นะ
แทนที่ผื่นจะขึ้นเมื่อวานเพราะไปดื่มค็อกเทลมา ดันไม่ขึ้น กลับมาขึ้นวันนี้แทน งง
เราไปขอยาแก้แพ้ที่รีสอร์ท แต่ทางรีสอร์ทไม่มี มีแต่คาลาไมลด์ เราก็เลยเอามาโปะทั่วตัวซะเลย
ก่อนนอนก็กินยาแก้เมาเรือไปอีกเม็ด ไม่รู้ว่าแก้แพ้ด้วยรึเปล่า แต่ก็กินไปละ
หวังว่าตื่นมาพรุ่งนี้เช้าคงหาย ^^
Posted in Travel | 2 Comments

Koh Nang Yuan & Sala Samui 2

29/10/11
Posted in Travel | 3 Comments

Sala Samui 1

หือ?? สมุยเนี่ยนะ!?! ชั้นเพิ่งไปมาเมื่อต้นปีนี้เอง ไปกระบี่ดีกว่า

แต่แล้วก็มีอันได้มาเยือนสมุยเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปีจนได้ …
======================

วันศุกร์ที่ 28/10/11
โอยยย ตี 4.30 น. แล้วเหรอเนี่ยยย ได้นอนแค่ 3 ชม.กว่าเอง แต่ยังไงก็ต้องรีบลุกจากเตียงล่ะ
เพราะว่าเรามีนัดกับกัปตันของแอร์เอเชีย เที่ยวบิน FD3181 ตอน 7 โมงเช้า ^^

แม้ว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงที่กทม.กำลังวิกฤต เนื่องจากกทม.ตอนบนก็น้ำท่วมกันไปแล้ว
แถมปลายเดือนก็เป็นช่วงน้ำทะเลหนุนเต็นที่ ทำให้ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมถึงกทม.ชั้นใน
แต่ว่าเราก็ไม่อาจจะยกเลิกทริปที่ตั้งหน้าตั้งตารอมาตลอด 1 เดือนเต็มได้ 
แถมค่าเครื่อง ค่า 1 day excursion ก็จ่ายไปแล้ว
ก็เลยจำใจต้องฝากบ้านไว้กับครอบครัว แล้วก็จูงมืออ๊อบหนีออกมาลั๊นลากันตามลำพัง ^^

สนามบินสุวรรณภูมิวันนี้ ไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่คิด
อันเนื่องมาจากสนามบินดอนเมืองจมอยู่ใต้บาดาลแล้ว 
ดังนั้นสายการบินนกแอร์จึงต้องย้ายมาประจำการที่สุวรรณภูมิชั่วคราว
และอาจเพราะตรงกับช่วงวันหยุดยาวตั้งแต่วันพฤหัสที่ 27 จนถึงวันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม
อันเนื่องมาจากรัฐประกาศให้ชาวกทม.อพยพโยกย้าย
ไปอยู่ต่างจังหวัดชั่วคราวก่อนที่น้ำจะทะลักเข้ากรุง
ก็เลยทำให้สนามบินเต็มไปด้วยผู้คนมากมาก

โชคดีที่เราบินกับแอร์เอเชีย และเช็คอินทางเว็บมาเรียบร้อยแล้ว และไม่ต้องการโหลดกระเป๋าด้วย
จึงไม่ต้องเสียเวลารอเข้าคิวเพื่อเช็คอิน 
บวกกับเป็นเที่ยวบินในประเทศ  จึงไม่ต้องรอเช็คเอกสารการเดินทาง
เลยโบกมือบ๊ายบายแถวอันยาวเฟื้อยไป

เราแวะกินอาหารเช้ากันก่อน โดยซื้อชุดอาหารเช้ามาแบ่งกันกิน เนื่องจากยังไม่หิวมากนัก
อันที่จริงอยากกินมาม่าคัพเกาหลีมากกว่า แต่เห็นราคาตั้ง 80 บ. เลยเปลี่ยนใจมากินแมคแทน
ขณะที่กินไปได้ครึ่งนึง ตาเหลือบไปเห็นว่าเวลาที่เกตปิดคือ 6.40 น.
ซึ่งก็เหลือเวลาอีกแค่ 5 นาทีเท่านั้น
พวกเราจึงหยุดภารกิจทุกอย่าง คว้าแก้วน้ำโค้กที่ยังเหลือเต็มแก้ว
รีบสาวเท้าเดินไปกินน้ำไปที่เกตโดยเร็ว
ในขณะที่ในสมองจินตนาการถึงภาพที่สองพี่น้องต้องลากกระเป๋าเดินทางกลับบ้านโดยไม่ทันได้เที่ยว -*- Continue reading
Posted in Travel | 2 Comments

Samui & Angthong Islands 3

วันอาทิตย์ที่ 23/1/11

เช้านี้ตื่นมาสดใส ไม่มีใครพบเห็นอะไรที่ไม่พึงประสงค์ ^^
อาหารเช้าวันนี้เราสั่งไข่กวนกับขนมปังปิ้งมา ไข่กวนเหมือนไข่เจียวเลยแฮะ -*-
แต่แพนเค้กที่หนุ่มสั่งมาอร่อยดี เค็มๆ มันๆ ขอบรอบๆก็กรอบดี

ตามแพลนที่วางไว้ อิ่มท้องปุ๊บ ก็ไปตลุยปีนขึ้นถ้ำบัวโบกกันเลย!!!

โอ้โห ทางเดินก็คล้ายๆกับตอนปีนขึ้นจุดชมวิวเลยแฮะ
เพราะเป็นเขาหินปูนลูกเดียวกัน มีเชือกให้จับเพื่อช่วยในการพยุงตัว
เดินขึ้นไปได้หน่อยก็มีศาลาให้พัก วิวสวยดี ลมเย็นสบาย
แต่เรายังไม่ได้พักหรอกนะ เพราะยังไม่ทันเหนื่อย ก็เลยเดินขึ้นไปยังถ้ำต่อ

จุดสุดท้ายที่จะขึ้นไปยังถ้ำ ทางค่อนข้างชันทีเดียว แต่ไม่น่ากลัวนัก
ใช้เวลาเพียงแค่สิบนาทีเศษก็ไปถึงหน้าถ้ำกันแล้ว
พอปีนขึ้นไปถึงหน้าปากถ้ำ ก็ยืนงงๆ กัน เอ… ให้ดูเท่านี้เหรอ เข้าไปได้เหรอ ถ้ำแคบๆนี่นะ
หนุ่มก็เลยปีนไปสำรวจ จนเห็นทางที่มีเชือกผูกไว้ ก็เลยปีนไปตามทางนั้น
จนสามารถเข้าไปในถ้ำได้
นุ่มกับเราปีนตามหนุ่มเข้าไป ส่วนหญิงกับปาขอรออยู่ที่หน้าปากถ้ำตามเดิม

ในถ้ำบัวโบก มีหินงอกหินย้อยรูปร่างคล้ายดอกบัวบาน จึงเป็นที่มาของชื่อถ้ำ
ถ้ำนี้ผิดกับถ้ำอื่นคือไม่ต้องมีสปอตไลท์สีสันต่างๆมาคอยส่อง
พวกเราก็อยู่กันแค่บริเวณที่แสงส่องเข้าไปถึงเท่านั้น
ในถ้ำนี้มีหินรูปร่างเหมือนน้องหมาชิห์สุด้วย ดูซิ เหมือนมั้ย

หลังจากชมถ้ำบัวโบกกันครึ่งชั่วโมงจนจุใจแล้ว
พวกเราก็ยกขบวนเดินย้อนกลับมายังศาลากลางทางเพื่อพักผ่อน

พวกเรากลับลงไปยังบ้านพัก เพื่อเตรียมตัวเก็บข้าวของ รอเรือรับกลับสมุย
แต่แล้วหนุ่มก็หน้าตื่นถามว่าบัตรเรือ/รถที่ซื้อกับแอร์เอเชียอยู่กับใครรึเปล่า
เพราะที่หนุ่มเหลือแค่ใบเดียวเอง
ทุกคนไม่มีใครเก็บไว้เลย หนุ่มก็เลยเดาว่าน่าจะตกที่บริเวณหน้าปากถ้ำบัวโบก
เพราะหนุ่มมีรื้อเอาของในกระเป๋าออกมาเพื่อเก็บกล้องของนุ่มลงกระเป๋า
ดังนั้นหนุ่มเลยแสดงสปิริต ปีนกลับขึ้นไปยังถ้ำคนเดียว!
คือจะให้ปีนไปเป็นเพื่อนด้วยก็เกรงว่าจะยิ่งทำให้เสียเวลาเข้าไปอีก -*-

หนุ่มใช้เวลาไม่นานก็ปีนกลับลงมาในสภาพเหงื่อท่วมตัว เร็วจนน่าตกใจ
หนุ่มบอกว่าหาตั๋วไม่เจอ นุ่มก็ไล่ซักซะละเอียด หนุ่มก็ตอบคำถามอย่างใจเย็น
จนเราอดนับถือไม่ได้ว่าถ้าเป็นเรา เหนื่อยขนาดนี้แล้วยังต้องมาถูกซัก คงโมโหไปแล้ว
แต่นุ่มมาเหนือเมฆค่ะ เพราะนุ่มดูออกว่าหนุ่มมันต้องปิดบังอะไรไว้แน่ๆ แล้วก็จริง
เพราะหลังจากที่ซักไปซักมา หนุ่มก็ควักเอาตั๋วเรือที่ไปทำหล่นไว้ที่หน้าถ้ำออกมาอีก 4 ใบ
นุ่มก็บอกว่ากะแล้วววว เพราะถ้าหนุ่มหาไม่เจอ คงต้องหงุดหงิดงุ่นง่าน
ไม่มานั่งนิ่งๆ ตอบคำถามสบายใจเฉิบหรอก
555555 นับถือจริงๆ สมแล้วที่เป็นเมียหนุ่ม!!!

วันนี้อากาศไม่ค่อยดีแฮะ ท้องฟ้าขมุกขมัว คลื่นลมแรง
หลังจากที่ลงมาจากถ้ำบัวโบกแล้ว ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก
ตอนกินข้าวกลางวัน กินๆอยู่ ฝนก็เทลงมาอีก
ดีที่คุณหมอบอกตั้งแต่ตอนมาถึงว่าให้เข้าไปนั่งข้างใน
เพราะเด๋วฝนจะตกและสาดมาถึงที่นั่งพวกเราแน่

อันที่จริง พวกเราต้องเช็คเอ้าท์ตั้งแต่เที่ยง
แต่เนื่องจากเรือจะมารับตอนบ่าย 3 ก็เลยถามจนท.ว่าขออยู่ในบ้านพักจนกว่าเรือจะมาได้มั้ย
หลังจากที่จนท.ไปเช็คดูว่าไม่มีแขกอื่นมาพัก ก็เลยอนุญาตให้พวกเราอยู่รอในบ้านพักได้

พวกเรายังมีเวลาจนกว่าเรือจะมารับตอนบ่าย 3
ต่างคนก็ต่างทำกิจกรรมยามว่างไป เราก็แว้บไปนอนเอาแรง
ซักพัก จิ๋มโทรมา แจ้งข่าวว่ากุลจะแต่งงานเดือนเมษานี้
คุยได้แป๊บๆ สายก็หลุด คลื่นไม่ค่อยดี จะโทรกลับก็หาคลื่นไม่ได้
แต่ไม่เป็นไร ได้ใจความสำคัญแล้ว ส่วนกุลจะแต่งงานกับใคร ก็ช่าง
ไม่ใช่ว่าที่สามีเรานิ ไม่สน 555

ช่วงบ่ายๆ ฝนก็ตกลงมาอีกรอบ หนักเชียว
ทำเอาใจคอไม่ค่อยดี เพราะต้องลงเรือหางยาวไปเฟอร์รี่เพื่อเดินทางไปสมุยด้วย
ใกล้เวลาที่พวกเราจะต้องขึ้นเรือแล้ว ฝนก็ไม่หยุดซักที
พวกเราก็เลยหิ้วสัมภาระลุยฝนไปรอที่ทำการอุทยาน
ดีที่กระเป๋าเป้และกระเป๋ากล้องเรามีผ้าคลุมกันฝน เลยช่วยกันได้บ้าง

ไปถึงที่ทำการอุทยาน จนท.คุ้นเคยกับการเดินทางท่ามกลางสายฝนดี
ก็เลยเตรียมถุงดำอย่างหนามาให้พวกเราใส่สัมภาระกัน
แรกๆเราก็ยัดเป้และกระเป๋ากล้องลงถุงดำไปทั้งหมด
แต่ก็กลัวว่าเวลาคนเรือขนถุงดำพวกนี้ เค้าจะโยนกระแทก
เราก็เลยรื้อเอากล้องออกมาใส่ถุงกันน้ำแทน
แต่ก็เอาเลนส์ไว้ในกระเป๋ากล้องซึ่งใส่ในถุงดำอีกต่อ
แบบว่าแบ่งปันความเสี่ยง 555

จนท.อุทยานท่านนึง มีบอกให้พวกเราเปลี่ยนเป็นชุดว่ายน้ำ จะได้ไม่เปียกกัน
นุ่มก็เลยรื้อเอากระโปรงว่ายน้ำมาใส่ แต่คนอื่นคิดว่าคงไม่มีไรมาก
อย่างมากก็เปียกแค่ช่วงล่าง เลยไม่ได้เปลี่ยนเสื้อกัน

ฝนตกลงมาอย่างหนัก ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดซักที
ในที่สุดทางคนเรือ ก็ตัดสินใจให้ลูกทัวร์ขึ้นเรือท่ามกลางสายฝน
นุ่มก็เลยเข้าห้องน้ำอีกรอบ ไปเปลี่ยนเป็นเสื้อว่ายน้ำ
แต่พวกเราคนอื่นก็ยังชิลๆ ไม่อยากเปลี่ยนกัน

ขณะที่พวกเราขนถุงดำไปที่หน้าหาด ฝนก็เริ่มซาลงบ้างแล้ว
แต่คลื่นทะเลนี่สิ ซัดโถมเข้ามาน่ากลัวมากๆๆๆๆ
คลื่นก็แรง ลมก็แรง ทำให้เรือหางยาวเข้ามาใกล้ฝั่งไม่ได้
ลูกทัวร์เลยต้องค่อยๆเดินไปขึ้นเรือกัน
ซึ่งระยะทางนั้นดูไม่ไกลนักหรอก แต่ว่าน้ำลึกมากกกก
ลึกท่วมหัวเราเลยทีเดียว
แต่ยังดีที่ตามทางที่จะเดินไปขึ้นเรือ ตรงที่น้ำลึก มีจนท. คนเรือยืนอยู่เป็นระยะๆ
บางคนก็ใส่ชูชีพ บางคนก็ไม่ใส่ แต่ดูท่าแล้ว คงพอฝากชีวิตไว้ได้
พวกเค้าคอยช่วยจับพวกลูกทัวร์ ไม่ให้ถูกคลื่นซัดไป
และช่วยพยุงขึ้นเรือ เพราะเรือที่ถูกซัดตามคลื่นลูกใหญ่ๆแรงๆ ขึ้นลำบากมากกกก!

ขณะที่พวกเรายืนมองคนอื่นๆทยอยขึ้นเรือไป ก็ได้แต่หวาดเสียว
หวังว่าฝนจะหยุดตกและคลื่นลมสงบ
แต่ฝนกลับยิ่งตกหนัก คลื่นก็แรงขึ้น เรือโยกไปมาตามแรงคลื่นอย่างกับนั่งไวกิ้งแน่ะ
ยิ่งเห็นก็ยิ่งใจเสีย ห่วงตัวเองก็ห่วง ห่วงเพื่อนก็ห่วง ห่วงกล้องก็ห่วง

พอถึงตาพวกเราที่ต้องเดินลุยทะเลไปขึ้นเรือ
ตอนแรกก็สนุกสนานกับการเล่นน้ำกลางสายฝนดี
คลื่นมาก็กระโดดเฮฮากันใหญ่
ปาเกาะแขนเราฝั่งขวา หญิงเกาะแขนเราฝั่งซ้าย
แต่พอคลื่นลูกใหญ่ซัดมาที ลัมกันระเนระนาด
เลยต้องให้ต่างคนต่างเดิน จะได้ไม่ฉุดกันล้ม
เราฝากปาไว้กับจนท.คนหนึ่ง เพราะรู้ว่าเราไม่มีปัญญาดูแลปาได้แน่
โดยบอกจนท.ว่าปาว่ายน้ำไม่เป็นและตัวเล็กเกินกว่าที่จะยืนถึง
จนท.ก็บอกว่าไม่เป็นไร แล้วก็ช่วยพยุงกันใหญ่ น่ารักมากก สุดท้ายก็อุ้มปาไว้เลย
เราก็บอกให้จนท.พาปาขึ้นเรือไปก่อน เราขึ้นทีหลัง
เพราะเข้าใจว่าคนว่ายน้ำไม่เป็นคงต้องกลัวมากๆแน่
แต่ว่าคลื่นลูกใหญ่ๆก็ซัดมาเรื่อยๆ เรือก็โคลงเคลง ขึ้นลำบากมาก ปาขึ้นเรือไม่ได้ซักที
จนท.ก็เลยดันเราให้ขึ้นเรือไปก่อน
ตอนที่เราเดินไปใกล้ถึงเรือ เราก็เริ่มยืนไม่ถึงแล้ว แต่ว่ายน้ำไม่ไปหรอกเพราะคลื่นแรง
ได้แต่พยุงตัวและพยุงกระเป๋ากันน้ำไว้สูงๆ เพื่อให้เสี่ยงกับการที่น้ำจะซึมเข้าในถุงน้อยที่สุด
แต่แล้วก็ไม่รอด คลื่นลูกโตๆซัดใส่หัวเรา จนเราจมมิดหัวเลย
แต่จนท.แถวนั้นก็ฉุดเราขึ้นมา ไม่รู้กี่มือต่อกี่มือ จับแขนซ้าย-ขวาแล้วก็ดันเราขึ้นเรือ
และด้านบนเรือ ก็มีจนท.อีกสองคนคอยช่วยดึง และพาไปส่งถึงที่นั่งด้านท้ายเรือเลย
ถ้าเดินเองอาจจะไปไม่รอด เพราะเรือโคลงเคลงมากตามแรงคลื่น
จากนั้นเพื่อนๆเราก็ทยอยขึ้นมาบนเรือได้อย่างปลอดภัย

ระหว่างที่นั่งบนเรือหางยาวรอนักท่องเที่ยวคนอื่นขึ้นเรือมาให้ครบ และรอจนท.ลำเลียงถุงดำขึ้นเรือ
ฝนก็ยังคงตกต่อเนื่องโดยตลอด
เราก็นั่งสั่นหงึกๆด้วยความหนาวและหวาดกลัวกับคลื่นทะเล
แต่แล้วเมื่อเรือเริ่มออกเดินเครื่อง ห่างจากหาดไปได้นิดเดียว
คลื่นที่กลางทะเลก็สงบราบเรียบ ผิดกับคลื่นที่ซัดเข้าชายหาด
ทำเอาโล่งอกไปตามๆกัน

พอได้ขึ้นเรือเฟอร์รี่ เราก็ไปนั่งสั่นหงึกๆ บ่นหนาวๆๆ
น้องคนนึง น่าจะประมาณสิบขวบ ก็หันมาถามว่า
“พี่ หนาวเหรอคะ ตรงนั้นมีน้ำอุ่น พี่ไปทานได้นะคะ”
โอ้ว้าววว น้องหนู เสียงก็หวาน นิสัยก็ดี กล้าพูดกับคนหน้าแปลกด้วย
ท่าทางพ่อแม่สอนมาดีมากเลย ขอบใจมากๆนะจ๊ะ จุ๊บๆ
เราก็หันไปขอบใจน้อง แล้วก็ยิ้มให้กับคนในครอบครัวเค้าที่มาด้วยกัน
หลังจากได้น้ำอุ่นมาคลายความหนาว ก็เลยไปคุยกับคนในครอบครัวน้องเค้า
ทราบมาว่าเค้ามาเที่ยววันเดย์ทริปกัน แต่ไม่ได้ลงไปเที่ยวไหนนักหรอก
เพราะวันนี้ฝนตกทั้งวันตั้งแต่เช้า น่าเสียดายแทนจริงๆ

พอมือแห้งแล้ว เราก็เริ่มใจเต้นตุ๊มๆต่อมๆ
ค่อยๆเปิดกระเป๋ากันน้ำซึ่งมีกล้องอยู่ข้างในดู
พอคลายกระเป๋าที่ม้วนไว้ทีละทบๆออก ก็ยิ่งใจแป้ว
เพราะแต่ละทบที่เปิด ก็เปียกน้ำทั้งนั้น
และพอเปิดถุงออกมา ด้านในรอบๆถุงกันน้ำก็มีน้ำเคลือบบางๆอยู่
แต่โชคดีที่กล้องไม่ได้เปียกน้ำอะไร แม้น้ำจะซึมเข้ามาบ้างก็ตาม … เฮ่อ โล่งอก!

เกือบสองชั่วโมงบนเรือขณะที่ตัวเปียกปอนไปหมด ขอบอก … หนาวมากกก
เราก็เอาผ้าคลุมไหล่ผืนโปรดซึ่งแม้ว่าจะเปียกโชกแล้ว ก็เอามาบิดน้ำออกแล้วห่มกันหนาว
ซึ่งก็กันหนาวได้พอควร ยังดีกว่าให้ลมฝนปะทะตัวตรงๆ
เราก็นั่งๆนอนๆจนในที่สุดก็มาถึงยังท่าเรือหน้าทอน เกาะสมุย
ซึ่งรถของสมุยไอซ์แลนด์ก็มารอรับเพื่อส่งไปยังที่พัก

ในคืนสุดท้ายที่เกาะสมุยนี้ พวกเราพักกันที่จินตาซิตี้
จากท่าเรือ เลี้ยวขวาไปจนสุดทางก็จะถึงที่พัก
แต่ว่าทางนี้เป็นทางวันเวย์ คนขับเลยต้องขับไปทางอื่น

ที่โรงแรมจินตาซิตี้นี้ดูดีกว่าที่เราเห็นรูปในเว็บไซต์อีก
ด้านหน้าโรงแรมเป็นวิวทะเล แต่ไม่มีชายหาดดนะ
ในโรงแรมมีสระว่ายน้ำขนาดเล็ก มีสวนหย่อมน่ารักๆ
ห้องพักของพวกเราอยู่ชั้น 1 เลย เป็นห้องเตียงคู่
ถ้าอยากได้เตียงเดี่ยว ก็ต้องขึ้นไปชั้น 2 ซึ่งดูจากสัมภาระแล้ว ขอชั้นหนึ่งดีกว่า

เราจองห้องพัก Type B ราคา 600 บ.ต่อห้อง
มีแอร์ ทีวี น้ำอุ่น ตู้เย็นพร้อม
ภายในห้องพักสะอาดใช้ได้เลย เสียแต่ว่าผ้าปูที่นอนเก่า แถมมีรอยขาดนิดนึงด้วย
แต่ที่สำคัญที่สุด ห้องน้ำสะอาด กว้างขวาง และเครื่องทำน้ำอุ่นทำงานได้ดีมากกก
เหมาะกับพวกเราที่ตากฝนตัวเปียกและสั่นด้วยความหนาวมาตลอดสองชั่วโมง
เป็นครั้งแรกนับจากที่มาทริปนี้ที่เราสามารถอาบน้ำได้อย่างสบายอารมณ์
และรู้สึกว่าได้อาบน้ำสะอาดสบายตัวอย่างแท้จริง

ระหว่างที่เราอาบน้ำเป็นคนสุดท้าย
นุ่ม หนุ่ม ปาที่พักอีกห้องก็อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว
พวกนี้เลยไปเดินหาเช่ารถกันก่อน
และเมื่อได้รถแล้วก็โทรมาเรียกเรากับหญิงไปยืนรอหน้าโรงแรมเพื่อไปหาอาหารเย็นกินกัน

รถที่ได้มาเป็นรถวิทาร่า ราคา 1000 บ./วัน
ค่าน้ำมันไปหาเติมเอาเอง และเวลาส่งรถคืนควรให้มีน้ำมันเพียงพอให้คนต่อไปขับไปหาปั๊ม
พวกเราก็เติมน้ำมันไป 300 กะว่าคงพอต่อการขับเที่ยวจนถึงพรุ่งนี้

พวกเราขับรถไปยังหาดละไมเพื่อจะไปเที่ยวถนนคนเดินและหาอะไรกินที่หาดนี้
แต่ว่าจะไปถึง กว่าจะหาที่จอดรถได้ พอเดินได้แค่ 10 นาที ฝนก็เทลงมาอีก
พวกเราวิ่งเข้าร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง
กว่าจะมีคนมาเอาเมนูให้ กว่าจะถึงคิวสั่งอาหารก็นานพอควร
จนฝนหยุดตก ปากับนุ่มก็เลยออกไปหาซื้อของกินเล่นมากินแก้หิว
แต่เมื่อพนักงานรับออเดอร์บอกว่าจะต้องรออาหารอีกครึ่งชม.
พวกเราสามคนที่เหลือก็เลยเดินออกจากร้าน ไปหากินเอาดาบหน้าแทน
ขอบอก หนุ่มตอนหิวนี่หน้าโหดดีแฮะ 5555

พอเดินออกมาจากร้านอาหาร ร้านรวงที่เปิดขายของสองข้างทางและกลางถนนเมื่อกี้หายเกลี้ยง
ถนนก็เฉอะแฉะไปหมด พวกเราก็เลยหาอะไรกินรองท้อง
ปากับนุ่มได้ปลาหมึกปิ้งที่เราฝากซื้อมา
เราได้ยำแหนมทอดมา แต่ดันไม่มีช้อน เลยต้องเก็บไว้กินทีหลัง -*-
จากนั้นก็ขับรถกลับไปยังแถวที่พัก กินข้าวต้มโต้รุ่งแทน
ซึ่งอาหารอร่อย รสจัดใช้ได้เลย
กว่าจะกินมื้อเย็นเสร็จ ก็สี่ทุ่มพอดี

พวกเรามารวมตัวกันที่ห้องนุ่ม หนุ่ม ปา
เคลียร์ค่าใช้จ่าย และวางแผนเที่ยวพรุ่งนี้กัน
ซึ่งก็ให้หนุ่มรับหน้าที่ศึกษาเส้นทางจากหนังสือ Trip ที่ปาเตรียมไป
ส่วนเราก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมาจนง่วง
ก็เลยขอตัวกลับไปนอนห้องตัวเอง ^^

————————

วันจันทร์ที่ 24/1/11

พวกเรานัดกันเช็คเอ้าท์ตั้งแต่ 7 โมงเช้า
ที่ต้องรีบออกเพราะจะได้มีเวลาเที่ยวอย่างเพียงพอ

สถานที่เที่ยวแห่งแรกที่พวกเราไปก็คือวัดพระใหญ่ อยู่ใกล้หาดบ่อผุด
ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธโคดมสูง 12 เมตร

ก่อนที่จะถึงที่หมายถัดไป พวกเราแวะกินอาหารเช้าข้างทาง
ร้านนี้มีข้าวแกง และก๋วยเตี๋ยวขาย
พอพวกเราไปนั่ง ก็มีเสิร์ฟผักกับน้ำพริกกะปิ
น้ำพริกอร่อยดี เรากินเพลินเลย ^^

อ่ะ นี่คือโฉมหน้าเจ้าวิทาร่าที่เช่ามา ทะเบียนกทม.ซะด้วย!
ระหว่างทางที่จะไปหินตาหินยาย
พวกเราขับรถผ่านจุดชมวิวลาดเกาะ เลยแวะถ่ายรูปกัน

ในที่สุดก็มาถึงหินตาหินยาย สถานทีท่องเที่ยวอันเลื่องชื่อ
เพียงแค่เดินออกมาจากลานจอดรถ ก็เห็นร้านกะละแมหลายร้านเลย
ที่นี่กะละแมขึ้นชื่อมาก ไม่งั้นเง็กผู้ไม่กินกะละแม คงไม่ออเดอร์ให้เราซื้อไปฝากหรอก ^^

วันนี้อากาศก็ครื้มฟ้าครื้มฝนเหมือนเมื่อวาน คลื่นก็แรงทีเดียว
เลยทำให้เราลงไปถ่ายรูปหินยายในมุมเหมาะๆไม่ได้
เพราะคลื่นซัดมาตรงหินยายที กระเซ็นสูงท่วมหัวเลย ถ้าลงไปถ่ายละก็ เปียกแน่

ก่อนจะกลับขึ้นรถ พวกเราแวะซื้อกะละแมกลับไปฝากที่บ้านและเพื่อนๆกัน
เราซื้อกลับมาสี่ถุง ตอนซื้อไม่ทันได้คิดอะไร แต่พอตอนถือนี่สิ เกือบสี่โล
แค่สัมภาระตัวเองก็โคตรหนักอยู่แล้ว ยังมีกะละแมมาเพิ่มน้ำหนักอีก เล่นเอาเหนื่อยเลย

สิบโมงนิดๆแล้ว พวกเรารีบบึ่งรถกลับมายังที่ร้านเช่ารถซึ่งอยู่แถวท่าเรือ
นุ่มลงไปติดต่อขอให้ที่ร้านช่วยขับรถไปส่งที่ท่าเรือ ซึ่งทางร้านก็ใจดีพาไปส่ง

10.45 น. เรือซีทรานเฟอร์รี่มาจอดเทียบท่า
เรือลำนี้ดูดีกว่าเรือลำที่นั่งมาเยอะเลย แอร์เย็นกว่า ที่นั่งไฮโซกว่า กว้างขวางกว่า
พอจับจองที่นั่งได้ เราก็หลับเลย
ตื่นมาอีกทีตอนเที่ยง นุ่มปลุกให้มาหาอะไรกิน
เพราะหากลงจากเรือก็ต้องรีบขึ้นรถและขึ้นเครื่องเลย จะไม่มีเวลากิน
เราเลือกกินไวๆคัพ เพราะน่าจะอิ่มท้องที่สุด

เมื่อเรือมาถึงท่าเรือ พวกเราก็รีบไปขึ้นรถที่จะนำเราไปยังสนามบินสุราษฎร์ทันที
เราก็หลับทั้งทางตามเคย ตื่นมาอีกที หญิงก็ปลุกบอกว่าถึงสนามบินแล้ว
ซึ่งตอนนั้นก็ประมาณบ่าย 2.15 น.
ทันทีที่มาถึงสนามบิน ฝนตกปั๊บเลย ตกหนักมากเลยด้วย
โชคดีที่พวกเรามาถึงก่อนนะ

พวกเราไปเช็คอิน และโหลดกระเป๋า
งวดนี้กระเป๋าเราชั่งได้หนัก 7 โลแน่ะ ทั้งที่ขามาชั่งได้แค่ 5 โลนิดๆเอง
นึกสภาพ กระเป๋าเป้ 7 โล กระเป๋ากล้องเกือบ 2 โล กะละแมอีกเกือบ 4 โล
น่าสงสารผู้หญิงบอบบางอย่างเราขนาดไหน T^T

ระหว่างที่รอเวลาเข้าเกท นุ่มก็มาเรียกเราให้ไปดูร้านหนังสือ
ซึ่งเราก็เห็นแล้วแต่ไม่ได้เดินเข้าไปดูเพราะคิดว่าร้านปิด
เนื่องจากเห็นแต่หนังสือวางในมุมลับตา มีหนังสือวางกระพร่องกระแพร่ง
ไฟตรงนั้นก็ไม่สว่างนัก เราเลยไม่ได้เดินเข้าไป
แต่พอนุ่มมาเรียกและบอกว่าเป็นร้านที่ขายหนังสือของท่านพุทธทาสนะ
เราเลยรีบเข้าไปดูเลย

ร้านนี้มีแต่หนังสือของท่านพุทธทาสเท่านั้น และทำเหมือนกับสวนโมกข์
คือวางแต่หนังสือไว้ และก็มีกล่องบริจาค โดยให้เราคำนวนค่าหนังสือแล้วหยอดลงไปในกล่อง
หนังสือทุกเล่มจะมีติดราคาไว้ แต่เราจะหยอดเท่าไหร่ก็แล้วแต่
ซึ่งก็ไม่ควรจะต่ำกว่าราคาหนังสือ แล้วก็อาจจะบริจาคเพิ่มเติมได้แล้วแต่ศรัทธา
เราก็ได้หนังสือมาเล่นนึง ชื่อว่า “อานาปานสติ”
จำได้ว่าตอนดู Zen 2010 คุณสุทธิชัย หยุ่นแนะนำว่าเป็นหนังสือที่ควรอ่าน
เราก็เลยซื้อกลับมาอ่าน เล่มละ 200 บ. ถ้าอ่านจบแล้ว ใครจะยืมต่อก็บอกได้นะ ^^

ระหว่างรอเครื่องออกตอนบ่าย 4.20 เราก็นั่งอ่านหนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งได้มา
หนุ่มก็เลยทำหน้าที่นอนแทน ทั้งที่ปกติหน้าที่นี้เป็นหน้าที่เรา 5555

โชคดีที่เราได้ที่นั่งข้างหน้าต่าง
ส่วนใหญ่เรามักจะขึ้นเครื่องตอนฟ้ามืด นานๆจะขึ้นตอนฟ้าสว่าง
เลยได้เห็นท้องฟ้าสวยๆ ถ่ายรูปสนุกมือไปเลย ในขณะที่หญิงกับปานั่งหลับ


17.40 น. เครื่องบินก็นำพวกเรากลับมาสู่กรุงเทพ สุวรรณภูมิ
หลังจากได้กระเป๋ากันแล้ว
เรา ปา หญิงก็ลานุ่มกับหนุ่ม ซึ่งรอขึ้นเครื่องกลับเชียงใหม่
ตอนร่ำลา เราก็รู้สึกใจหายนะ งงตัวเองเหมือนกัน 555
คงเพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก เนื่องจากยังไม่มีแพลนไปทริปอื่น
นุ่มก็เลยชวนไปน่านต่ออาทิตย์หน้าโดยไปกับที่บ้านนุ่ม
แหม ใจคอไม่ให้พักผ่อนกันเลยเรอะ ขอเวลาปั๊มเงินด้วยสิจ๊ะ 555

เรา ปา หญิง นั่งแอร์พอร์ตลิ้งค์ไปลงพญาไทด้วยกัน
ปาต่อรถ BTS ไปแล้วค่อยต่อรถกลับบ้าน
เรากับหญิงก็ลงกันคนละฝั่งถนนเพื่อเรียกแท๊กซี่กลับ
สภาพเราก็ทุลักทุเลน่าดูกับสัมภาระที่หนักกว่า 12 กิโล
พอขึ้นแท็กซี่ได้ก็โล่งเลย ดีที่รถไม่ติด เสียค่ารถไป 60 บ.

ในที่สุดก็จบการเดินทางเดือนละทริปตลอด 3 เดือน
ก็ถึงเวลาแห่งการพักผ่อน เก็บตังซักที
ไปเที่ยวทีไร อยากกลับบ้านไปพักผ่อนทุกที 555
ก็ขอจบทริปหมู่เกาะอ่างทองแต่เพียงเท่านี้
แต่ทริปสมุยยังไม่จบเท่านี้หรอกนะ
ไว้คราวหน้าจะไปเกาะเต่า เกาะนางยวน คงได้เจอกันอีก ^^

Posted in Travel | 12 Comments