ปฏิบัติธรรม 3 วัน 2 คืน ณ เสถียรธรรมสถาน (1-3 มิถุนายน 2555)

1 มิถุนายน 2555

ยินดีนักที่วันนี้ได้มีโอกาสมาปฏิบัติธรรมแบบค้างคืนเป็นครั้งแรก
ต้องขอบคุณน้องสุ น้องรักที่ออฟฟิศที่ชักชวนมา
และต้องขอบคุณต่อไปถึงจ๋า เพื่อนสุ ที่ชวนสุ ทำให้สุมาชวนเราอีกต่อ

1 สัปดาห์ก่อนการปฏิบัติธรรม
เรา สุ และจ๋า download ใบสมัครจากเว็บเสถียรธรรมสถาน

http://www.sdsweb.org/sdsweb/

ในการกรอกใบสมัคร จะมีให้ติ๊กด้วยว่าต้องการบัตรงดสนทนา และเรือนงดสนทนาด้วยหรือไม่
แต่เพื่อนเราไม่ต้องการ เราก็เลยต้องตามกันไป
หลังจากกรอกใบสมัครและส่งแฟกซ์ไปแล้ว
ต้องโทรไปสอบถามอีกรอบเพื่อความมั่นใจว่าชื่อเราอยู่ในลิสต์แล้วผู้พักค้างคืนแล้ว

เป็นบุญยิ่งนักที่ยังมีที่เหลือสำหรับพวกเรา
เนื่องจากช่วงที่เราไปติดกับวันพระใหญ่คือวันวิสาขบูชา
ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 4 มิถุนายน 2555
และยังเป็นปีแห่งการร่วมเฉลิมฉลองพระพุทธชยันตี 2,600 ปี
แห่งการตรัสรู้ธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในการเตรียมการเพื่อไปปฏิบัติธรรมนี้ ในเว็บไซต์จะมีแจ้งรายละเอียดดังนี้

http://www.sdsweb.org/sdsweb/index.php?option=com_content&view=article&id=230:2010-10-11-18-18-10&catid=58:2010-09-04-06-09-12&Itemid=143

สิ่งที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเตรียมมา
๑. การแต่งกาย
๑.๑ สุภาพสตรี ประกอบด้วย เสื้อสีขาว ผ้าถุงสีขาว กระโปรงสีขาว (กางเกงวอร์มหรือกางเกงหลวมใส่สบาย สำหรับใส่ทำโยคะสมาธิ และใส่นอนเท่านั้น)
๑.๒ สุภาพบุรุษ ประกอบด้วย เสื้อสีขาว กางเกงขายาวสีขาว
๑.๓ เสื้อสีขาว เสื้อยืดแม่ชีน้อย หรือเสื้อสื่อธรรมะ ชุดขาวสุภาพ ตัวเสื้อตัวยาว หลวมพอประมาณไม่อนุญาตขนาดที่สวมใส่แล้วสั้น คอกว้างหรือรัดรูป
ในตอนแรกเราได้โทรไปสอบถามถึงการแต่งตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องใส่เสื้อขาวและกระโปรงหรือผ้าถุงสีขาว แต่ว่าจ๋าซึ่งเคยมาปฏิบัติธรรมค้างคืนที่นี่แล้วบอกว่าสามารถใส่กางเกงได้ เมื่อเรามาอ่านรายละเอียดอีกทีก็คิดว่าเราน่าจะเลือกการแต่งกายได้ตามข้อ 1.1-1.3 สำหรับเราเลือกการแต่งกายแบบในข้อ 1.3 คือเสื้อยืดสีขาวและกางเกงขายาวสีขาว เนื่องจากไม่ถนัดนุ่งผ้าถุง/กระโปรง เกรงว่าจะมีการหลุดลุ่ยหรือทำให้เกิดความกังวลใจตลอดเวลาของการใส่ได้ จึงเลือกใส่กางเกงแทน ขอบคุณป้าแตน ป้าที่ออฟฟิศที่ให้ยืมกางเกงสีขาว และขอบใจแอนนี่ที่ให้ยืมกางเกงยูโดมาใส่ ผ้าหนาดี ^^

๒. ผ้าห่ม / ถุงนอน / เครื่องนอนส่วนตัว (เสถียรธรรมสถานมีที่นอนและหมอนไว้สำหรับท่าน)
อันนี้สำคัญมากนัก เพราะเราไม่ได้เอาผ้าห่มไป เนื่องจากเห็นว่าเป็นหน้าร้อน และไม่แน่ใจว่านอนห้องแอร์หรือห้องพัดลม จึงเอาแค่ผ้าคลุมไหล่ผืนยาวไป 2 ผืน คิดว่าคงห่มนอนได้ แต่ปรากฎว่าเราได้นอนห้องแอร์ พร้อมพัดลมเพดาน หนาวมากกกก
๓. ผ้าพลาสติกขนาดเท่าตัว (นอนได้) เพื่อใช้ในกิจกรรมธรรมรับอรุณ(เช้า)หรือโยคะที่สนามกับพื้นหญ้าที่เปียกชื้น
ถ้าหาซื้อไม่ได้ก็ไปซื้อที่เสถียรธรรมสถานได้ มีขายผ้าพลาสติกใส ความยาวประมาณ 170 ซม. พอดีตัวเป๊ะ ราคา 60 บาท
๔. เครื่องใช้ส่วนตัวในห้องน้ำ (ผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ยาสระผม ฯลฯ)
๕. ใช้รองเท้าแตะ รองเท้าฟองน้ำ สะดวกในการเดิน
เลือกรองเท้าที่แห้งง่ายไปจะเหมาะสม เพราะต้องเดินเท้าเปล่าบนพื้นหญ้าที่เปียกชื้น เดินจงกรมที่พื้นดิน พื้นหญ้าในสวน จึงต้องล้างเท้าและรองเท้าอยู่เสมอ
๖. ไฟฉาย ยาทากันยุง
ทางเดินไปเรือนพักในตอนกลางคืน แม้จะมีไฟตามทางบ้างแต่ก็อาจไม่มากพอ สำหรับยากันยุง ต้องเอาไปกัน เพราะยุงเยอะจริง ๆ เนื่องจากเป็นสวนป่ากลางกรุง ในช่วงเวลาทำวัตรเช้าและเย็นที่ฟ้ามืด ช่วงนั้นแหละเป็นเวลาที่ยุงหามกันเลยทีเดียว ยากันยุงจะช่วยให้เราไม่ต้องเจอกับเวทนาที่เพิ่มขึ้น ^^
๗. จาน ช้อน ขวดน้ำ กล่องข้าว ซึ่งเป็นภาชนะส่วนตัว (อาหารและน้ำดื่มมีจัดไว้ที่โรงครัว)
อันนี้ก็สำคัญเช่นกัน เพราะที่นี่จะมีจัดอาหารไว้เท่านั้น จาน ชาม ช้อน แก้วน้ำจะต้องนำไปเอง หากไม่ได้นำไป ก็จะมีขายชุดละ 109 บาท แต่เท่าที่เห็นก็มีจัดชามกระดาษให้ใช้ แต่ก็ไม่เพียงพอนัก และมีจาน ชาม ช้อน จากร้านอาหารที่ขายในบริเวณเดียวกัน สามารถไปหยิบได้จากบริเวณที่ล้างจาน เนื่องจากทุกคนหลังจากทานเสร็จ แม้เป็นอาหารในร้านค้าที่เสียเงินซื้อ ก็ต้องล้างทำความสะอาด แต่บางทีก็ไม่มีให้ใช้
๘. ผ้าผืนเล็กส่วนตัวสำหรับเช็ดเสื่อโยคะ หรือทำความสะอาดเนื่องจากพื้นหญ้าที่เปียกชื้น
เมื่อโยคะเสร็จ ก็จะได้เช็ดทำความสะอาดผ้าพลาสติกได้
๙. ถุงผ้าที่พร้อมบรรจุของใช้ส่วนตัว งดใช้ถุงพลาสติก เพื่อช่วยส่งเสริมการปฏิบัติธรรม
๑๐. อุปกรณ์อื่น ๆ ประจำแต่ละฤดูกาล
– ฤดูร้อน ผ้าขนหนูสำหรับชุบน้ำเช็ดหน้า
– ฤดูฝน ร่มหรือเสื้อกันฝน
– ฤดูหนาว ชุดกันหนาว
๑๑. หลักฐานประกอบการสมัคร บัตรประชาชนหรือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ใช้เมื่อมาลงทะเบียนเข้าที่พัก
ใช้แค่บัตรประชาชนตัวจริงก็พอ ไม่ต้องถ่ายสำเนาไปให้เปลืองกระดาษ

ตารางการปฏิบัติธรรมแบบ 3 วัน 2 คืน

วันแรกของการเข้าอบรม
๑๔.๐๐ น.- ๑๖.๐๐ น. ลงทะเบียน
๑๖.๐๐ น โยคะสมาธิ
๑๗.๓๐ น.ปฐมนิเทศและทำวัตรเย็น
๑๙.๐๐ น. สมาทานศีล ๘
๒๑.๐๐ น. ทำความเพียรโดยส่วนตัว

วันที่สอง วิถีชีวิตของชุมชน
๐๔.๐๐ น. ระฆังแห่งสติ
๐๕.๐๐ น. ทำวัตรเช้า
๐๖.๐๐ น. ธรรมรับอรุณ โยคะ – สมาธิ
๐๘.๐๐ น. พิจารณาอาหารเช้า
๐๙.๐๐ น. ร่วมฟังการจัดรายการวิทยุ ‘สาวิกา’ ออกอากาศสด
๑๐.๐๐ น. ภาวนากับบทเพลง / ธรรมบรรยาย
๑๑.๓๐ น. พิจารณาอาหารกลางวัน
๑๒.๐๐ น. ว่างอยู่ในปัจจุบันขณะ
๑๓.๓๐ น. สมาธิภาวนา ยืน เดิน นั่ง นอน และตอบคำถาม
๑๖.๐๐ น. น้ำปานะ
๑๘.๐๐ น. ทำวัตรเย็น
๑๙.๐๐ น. ธรรมบรรยาย / สมาธิภาวนา
๒๑.๐๐ น. ทำความเพียรโดยส่วนตัว

วันสุดท้ายของการเข้าอบรม
๐๔.๐๐ น. ระฆังแห่งสติ
๐๕.๐๐ น. ทำวัตรเช้า
๐๖.๐๐ น. ธรรมรับอรุณ โยคะ – สมาธิ
๐๘.๐๐ น. พิจารณาอาหารเช้า
๐๙.๐๐ น. ร่วมฟังการจัดรายการวิทยุ ‘สาวิกา’ ออกอากาศสด
๑๐.๐๐ น. ภาวนากับบทเพลง / ธรรมบรรยาย
๑๑.๓๐ น. พิจารณาอาหารกลางวัน
๑๒.๐๐ น. ว่างอยู่ในปัจจุบันขณะ
๑๓.๓๐ น. สมาธิภาวนา ยืน เดิน นั่ง นอน และตอบคำถาม
๑๖.๐๐ น. จบกิจกรรมการเข้าอบรม

เราและสุ แพ็คกระเป๋าและขนกระเป๋าสัมภาระไปทำงานด้วยในครึ่งเช้า
พอครึ่งบ่าย พวกเราลางานและออกเดินทางตอนบ่าย 1.45
เพื่อไปยังเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน สถานที่นัดกับจ๋าในตอนบ่าย 2 เศษ
จากนั้นจ๋าก็ขับรถพาพวกเราไปยังเสถียรธรรมสถาน ซอยวัชรพล ในเวลาบ่าย 3 นิดๆ
โดยกำหนดการลงทะเบียนคือบ่าย 2-4 โมง

เมื่อไปถึงเสถียรธรรมสถาน
สิ่งแรกที่เจอหลังเดินเข้าประตูมาก็คือบรรยากาศที่ร่มรื่น
ผิดกับท้องถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันที่เราเพิ่งผ่านเข้ามา
พวกเราเดินผ่านสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ และสระบัว
ไปยังอาคารสิกขาลัยเพื่อลงทะเบียน
และบริเวณหน้าอาคารนี้ก็จะมีเครื่องพ่นละอองน้ำ ทำให้บริเวณนี้ดูชุ่มชื้น และไม่ร้อนมากนัก
หลังจากลงทะเบียนเสร็จ และได้ป้ายชื่อมา เราก็นั่งรอเจ้าหน้าที่ให้พาไปยังเรือนที่พัก

นั่งรออยู่นานนนนจนใกล้ 4 โมงแล้ว ก็ยังไม่มีเจ้าหน้าที่มาพาไป
เราก็เลยแว้บไปซื้อไอติมรสสละกิน มีเนื้อสละผสมเยอะมาก เปรี้ยวและอร่อยมากเลย ^^
ขณะที่รอๆอยู่ ก็มีเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งเดินมา ขอแรงให้ไปช่วยยกของ
พวกเราก็ไปและได้แวะซื้อผ้าพลาสติกใสสำหรับปูเวลาทำโยคะสมาธิ ในราคา 60 บาท

เราเหลือบไปเห็นคนซื้อกล่องข้าวและถ้วยน้ำพลาสติกซึ่งขายเป็นชุด ชุดละ 109 บาท
ถึงได้รู้ว่าจำเป็นต้องเตรียมมากล่องข้าวมาเองจริงๆ
อันที่จริงเราก็เห็นแจ้งไว้ในเว็บแล้ว แต่พอถามจ๋าที่เคยไปมาแล้ว
จ๋าบอกว่าเค้ามีเตรียมให้เราก็เลยเชื่อจ๋า ไม่ได้เอาไป
เพราะคิดว่าภาชนะพื้นฐานน่าจะมีจัดเตรียมไว้
อย่างพวกถาดหลุม เสียเงินซื้อหนเดียว ใช้ได้นานเลย ไม่คิดว่าจะไม่มีให้
พวกเราตัดสินใจยังไม่ซื้อกล่องข้าว เพราะราคาที่ค่อนข้างแพง หากต้องซื้อกล่องข้าวกันทั้ง 3 คน
และคิดว่าน่าจะมีถ้วยชามจัดเผื่อไว้สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมที่ไร้ซึ่งปัจจัย

เมื่อพวกเราช่วยกันยกของกลับมาหน้าอาคารสิกขาลัยอีกที
กลุ่มที่นั่งรอเพื่อให้เจ้าหน้าที่พาไปเรือนพัก ก็หายไปแล้ว
ยังดีที่มีเจ้าหน้าที่อีกท่านมาถามไถ่ และพาพวกเราเข้าไปยังเรือนพักเอง

เรือนที่เราได้พักชื่อว่าเรือนสัมมาวิมุตติ เป็นเรือนสองชั้น เราได้พักชั้นบน
ซึ่งก็จะแบ่งเป็นสองห้อง ห้องละประมาณ 30-40 คน
ภายในห้องมีพัดลมเพดาน และมีแอร์สองตัว ซึ่งแอร์จะเปิดเฉพาะตอนนอนเท่านั้น
มีเตียงสองชั้นวางเรียงรายกันสองฟากฝั่ง ห้องเรานับได้ 30 เตียง
แต่อีกห้องที่อยู่ชั้นเดียวกันดูจะมีเตียงมากกว่า
พวกเรามาถึงเป็นคนท้ายๆ ซึ่งห้องเกือบเต็มแล้ว เลยไม่ได้นอนใกล้กัน
เราได้นอนเบาะที่วางปูไว้กับพื้น ไม่ได้นอนที่เตียงสองชั้น
ซึ่งบนเบาะ จะมีหมอนสี่เหลี่ยมลายไทยวางไว้พร้อมกับผ้าปูที่นอนสีขาว และปลอกหมอน
ส่วนผ้าห่มนั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องเตรียมมาเอง
เราก็เอาผ้าปูมาปูให้เรียบร้อยและเอาของวางไว้บนเบาะ เป็นการจับจองที่
ส่วนเตียงของสุยังไม่มีผ้าปู จึงต้องรอเจ้าหน้าที่เอาผ้าปูมาให้

เมื่อถามถึงห้องน้ำ เจ้าหน้าที่บอกว่าให้เดินลงไปหน้าศาลา
แต่พอเราเดินออกมาหน้าห้อง เห็นอ่างล้างมือด้านหลัง
ซึ่งเป็นทางตรงข้ามกับบันไดทางลงก็เดินไปสำรวจดู
เห็นห้องน้ำ และห้องอาบน้ำเรียงกันไปหลายสิบห้อง
ห้องอาบน้ำและห้องน้ำจะแยกอยู่เป็นสัดส่วน ทำให้พื้นห้องน้ำแห้งอยู่เสมอ
กะคร่าวๆ น่าจะมีห้องน้ำ และห้องอาบอยู่อยู่อย่างละประมาณ 20 ห้อง
ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อผู้เข้าพักราว 70 คนบนชั้น 2 นี้
คิดว่าเจ้าหน้าที่ที่พามาคงเป็นอาสาสมัคร และไม่เคยพัก จึงไม่รู้ว่ามีห้องน้ำบนเรือนด้วย

กว่าเราจะได้เข้าห้องก็เลย 4 โมง ซึ่งเป็นเวลาของโยคะสมาธิแล้ว
กว่าจะเก็บของ อาบน้ำ เปลี่ยนชุดขาวเสร็จ รอผ้าปูเบาะ ก็ 4 โมงครึ่ง
จึงไม่ได้ร่วมโยคะสมาธิในตอนต้น
แต่แม้ว่าได้ไปทำโยคะสมาธิในช่วงหลัง เราก็รู้สึกว่าชอบมาก
เพราะเป็นการได้ยืดเส้นยืดสายไปพร้อมๆกับการกำหนดลมหายใจ
แถมยังเป็นโยคะสมาธิบนพื้นหญ้า ที่อากาศบริสุทธิ์สดชื่น
ตรงกลางสวน มีต้นโพธิ์ต้นใหญ่ยืนเด่นเป็นสง่าคอยให้ความร่มรื่น
และรอบๆก็รายล้อมไปด้วยสระบัว ซึ่งมีบัวกระด้ง ใบบัวขนาดใหญ่
พร้อมดอกบัวสีสวยผลิบานชูคอเหนือน้ำ
และถัดจากจากสระบัวไป ก็จะเห็นเรือนไม้เรือนไทยที่มีบันไดไม้ทอดตัวลงสู่สระบัว
เป็นมุมที่มีเสน่ห์มาก เห็นแล้วนึกถึงฉากในวรรณคดีไทยสมัยโบราณเลยทีเดียว
(เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมา)

เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมโยคะสมาธิ ก็เป็นเวลาแห่งการปฏิบัติธรรม
ซึ่งปฏิบัติธรรมในที่นี้คือการทำงาน
โดยเป็นอาสาสมัครในการทำความสะอาดบริเวณเสถียรธรรมสถาน
มีทั้งการปัด กวาด เช็ด ถู ธรรมศาลา ซึ่งเป็นศาลาในการประกอบกิจกรรมหลัก ๆ
เช่น ทำวัตรเช้า-เย็น ปฐมนิเทศน์ จัดรายการวิทยุสาวิกา
จัดกิจกรรมจิตประภัสสรสำหรับคุณพ่อ คุณแม่และลูกน้อย ฯลฯ
ระหว่างที่ทำความสะอาดนี้ ก็จะมีเปิดเทปธรรมะ
ซึ่งเป็นธรรมบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุ


พวกเราจับอุปกรณ์ได้ผ้าขี้ริ้วมาคนละผืน
จึงไปเช็ดทำความสะอาดม้านั่งหินอ่อนซึ่งเปียกแฉะจากการรดน้ำต้นไม้ในบริเวณหน้าอาคารสิกขาลัย
แต่การเช็ดม้านั่ง ก็ใช่สักแต่ว่าเช็ด เราต้องมีสติในการทำความสะอาดด้วย
เพราะบนม้านั่ง ยังมีสิ่งมีชีวิตตัวน้อยนิดอย่างมดดำ เดินเล่นอยู่บนม้าหิน
เราต้องคอยระวังไม่ให้การทำงานของเรา ไปทำร้ายทำลายสิ่งมีชีวิตตัวน้อยเหล่านี้

หลังจากทำงานอาสาสมัครเสร็จ พวกเราก็ไปหาอาหารทานกัน
บริเวณที่ทานอาหาร จะมีลานไม้ที่ยกตัวสูงจากพื้นหิน ซึ่งจะต้องถอดรองเท้าเดิน
แต่ว่าบริเวณที่ตักอาหารจะเป็นพื้นหินตะปุ่มตะป่ำ ซึ่งเจ็บเท้าพอสมควรหากเดินเท้าเปล่า
เราจึงถือรองเท้าผ่านลานไม้ เพื่อไปใส่บริเวณที่ตักอาหาร

บริเวณที่ตักอาหาร จะมีโต๊ะยาวอยู่สองโต๊ะวางน้ำปานะหม้อใหญ่อยู่
เป็นน้ำเต้าหู้ และเม็ดแมงลัก
เราได้ลองชิมดู ไม่หวานเกินไป อร่อยดี
แต่เนื่องจากเช้านี้ยังเป็นเวลาทำงาน และกินข้าวหลังเที่ยงไปแล้วเราจึงยังไม่ถือศีล 8 ในวันนี้
เลยชักชวนกันไปกินอาหารที่ร้านอาหารที่ขายในบริเวณเดียวกัน

ร้านอาหารที่ขายมีอยู่ 2 ร้าน ร้านแรกขายก๋วยเตี๋ยวเห็ด ชามละ 25 บาท
อีกร้านมีข้าวกล้อง ข้าวกล้องผัด ผัดกระเพราะเห็ด ราคาจานละ 30 บาท
และอาหารตามสั่งจำพวกไข่เจียว สุกี้แห้ง ซึ่งเป็นอาหารมังสวิรัติทั้งนั้น
เราได้เลือกทานข้าวราดกระเพราเห็ด รสชาติใช้ได้ แต่น้ำมันเยอะไปหน่อย

ในช่วงปฐมนิเทศที่ธรรมศาลา แม่ชีเปิดคลิปวีดีโอสื่อธรรมะให้ดู
มีทั้งบ้านนี้มีอริยะ ธรรมสวัสดี และภาพในพิธีอัญเชิญพระพุทธชยันตีองค์ดำ นาลันทา
มาเป็นองค์ประธานในพิธีสวดมนต์ข้าม 26 ศตวรรษที่ท้องสนามหลวง
ซึ่งสามารถหาชมได้ในลิ้งค์นี้

http://www.youtube.com/user/SDSwebChannel

(ชอบชื่อตัวละครการ์ตูนสองตัว เด็กหญิงชื่อ “สติมา” เด็กชายชื่่อ “ปัญญาเกิด” เท่ห์ชะมัด!)

ระหว่างที่อยู่ในธรรมศาลา และฟ้าเริ่มมืด ยุงก็เริ่มออกหากิน
ดังนั้นขอให้ผู้สนใจที่จะไปปฏิบัติที่นี่ทุกท่าน เตรียมยากันยุงมาด้วยเพราะยุงชุมจริงๆ
เราก็ได้เตรียมไปเช่นกัน โดยใช้เป็นกระดาษทิชชู่เช็ดกันยุงเราส่งให้สุกับจ๋าใช้ แต่สุไม่เอา
น่าเลื่อมใสยิ่งนักที่ยอมแบ่งปันเลือดเพียงน้อยนิดเพื่อต่อชีวิตใหักับยุง
แต่เพิ่งมารู้ตอนหลังว่า ที่สุไม่เอาเพราะนึกว่าส่งกระดาษมาให้ซับหน้า 555

ในการทำวัตรเย็น จะต้องสวดมนต์พร้อมคำแปลด้วย ซึ่งดีมาก
เพราะเราจะได้เข้าใจในบทสวดนั้นๆ ด้วย
โดยเฉพาะบทสวดที่เป็นคำสอนซึ่งควรแก่การเรียนรู้กว่าจะสวดเสร็จก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมง

เนื่องจากเป็นฤดูฝน ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักตามที่ได้คาดไว้
แต่ที่คาดไม่ถึงคือ ระหว่างสวดมนต์ แมลงและสิ่งมีชีวิตในอาศัยในสวนก็ได้เข้ามาหลบฝนเช่นกัน
สวดๆอยู่ก็ต้องตกใจที่แมลงปอตัวใหญ่บินมาโฉบที่หน้าหนังสือ
ก็ได้แต่ขอบคุณแมลงปอที่ทำให้สติเรากลับมาจดจ่อกับปัจจุบันขณะอีกครั้ง
เพื่อเตรียมสติรับมือกับการปรากฎของบรรดาสัตว์ต่าง ๆ ที่แวะเวียนมาเยี่ยม
ซักพัก กบตัวน้อยก็กระโดดมานั่งเล่นด้านหน้า
ก็ขอบคุณเจ้าแมงปอตัวเดิมอีกครั้งที่ทำให้เรามีสติก่อนหน้านี้ เลยไม่ตกใจกับเจ้ากบตัวน้อยนัก
แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเปลี่ยนเป็นเจ้ากะจั๊วะตัวยักษ์มาล่ะก็ ศาลาแตกแน่ 555

จบจากการสวดมนต์ ก็สมาทานศีล 8 ต่อโดยข้อปฏิบัติของการถือศีล 8 มีดังนี้

1. เว้นจากทำลายชีวิต (งดตบยุงด้วยนะจ๊ะ มีได้ยินเสียงคนตบยุงดังเพียะเลย)
2. เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้
3. เว้นจากประพฤติผิดพรหมจรรย์ คือเว้นจากร่วมประเวณี
4. เว้นจากพูดเท็จ (พูดส่อเสียด เพ้อเจ้อ ก็ไม่ควร)
5. เว้นจากของเมา คือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
6. เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือเที่ยงแล้วไป (แต่หากมีกิจธุระที่ต้อง ก็อนุโลมทำให้เสร็จแล้วทานหลังเที่ยงได้)
7. เว้นจากฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี ดูการเล่นอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ การทัดทรงดอกไม้ ของหอม และเคลื่องลูบไล้ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง (แป้ง ครีมต่างๆก็ห้ามทา ส่วนการขับร้อง หากเป็นการภาวนากับบทเพลง สามารถทำได้)
8. เว้นจากที่นอนอันสูงใหญ่ หรูหราฟุ่มเฟือย

เพราะการถือศีล 8 นี้เอง ทำให้การจัดกระเป๋าเป็นไปอย่างง่ายดายนัก
แป้ง เครื่องสำอาง ยาทาสิว ครีมกันแดด ลิปมัน ทุกอย่างไม่ต้องเอาไป
แต่ก็ติดเอาครีมกันแดดทาตัวไปนะ โดยถือเป็นยา ไม่ใช่เพื่อความงาม
เพราะกลัวว่าถ้าร้อนจัด แสงแดดแผดเผาเอาความชุ่มชื้นจากผิวที่แขนไปหมด
ผิวเราจะแห้งและจะคันมากซึ่งเราเป็นอยู่เรื่อยๆ เมื่อออกแดด โดยเฉพาะไปต่างจังหวัด
แต่ว่าสุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ที่นี่และไม่คันด้วย เดาเอาว่าเป็นเพราะไม่ได้อาบน้ำอุ่นด้วยแหละ

แต่ว่าที่กังวลที่สุดก็คือเรื่องการบริโภคอาหารนี่แหละ กลัวหิว หมดแรง
แต่ก็ต้องดูว่าพรุ่งนี้ เมื่อดื่มแค่น้ำปานะในตอนเย็น จะอยู่ท้องมั้ย
ถ้าไม่อยู่ก็คงได้แต่เอาน้ำลูบท้องไป … สู้ๆ!

กว่าจะจบกิจกรรมในช่วงเย็น ก็ปาไป 3 ทุ่มกว่า
เรากระหายน้ำมาก เพราะว่าหลังจากทานอาหารเย็นไปก็ไม่ได้ดื่มน้ำอีกเลย
แถมทำวัตรเสียยาว ยิ่งทำให้คอแห้งสุดๆ
แต่พออกจากธรรมศาลาก็มืดค่ำแล้ว ทำให้ร้านน้ำปิดให้บริการ
จะเดินไปดื่มน้ำในบริเวณที่ทานอาหารก็มืดเกิน (ควรพกไฟฉายไป)
เลยกลับเข้าเรือนพักไป เพราะเรามีพกกระบอกน้ำมาด้วยและยังมีน้ำเหลืออยู่บ้าง
ห่วงก็แต่สุกับจ๋า ที่อยากได้น้ำซักขวดไว้ข้างเตียง
เพราะมักจะคอแห้งและไอในตอนกลางคืนหากไม่มีน้ำดื่ม
แต่เราก็มีพอให้แค่จิบคนละนิดเท่านั้น เพราะเหลือแค่ก้นกระบอกจริงๆ

เมื่อกลับเข้าเรือนพัก เราได้หยิบเอาถุงชุดนอนและสัมภาระที่เตรียมไว้เข้าห้องอาบน้ำทันที
ดีที่เราเตรียมการไว้ก่อน เลยไม่ต้องรอคิว
หลังอาบน้ำเสร็จ ซักพักเราได้ยินเสียงคนตะโกนว่าน้ำไม่ไหล
เราเลยออกไปถามสุซึ่งกำลังอาบน้ำอยู่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
แต่สุยังโชคดีที่น้ำในห้องน้ำของสุยังไหลอยู่ แต่เกือบทุกห้องนั้น น้ำหยุดไหลแล้ว
บางคนอาบน้ำถูสบู่ค้างไว้ ไม่มีน้ำไหล ก็ต้องรอคิวอาบห้องสุ
ซึ่งกว่าจะได้ล้างตัว ก็ทำให้ตัวแดงเถือกเลยทีเดียว

เมื่อเข้าห้องพัก ก็มีแม่ชีท่านนึงถือรีโมตแอร์เข้ามาเปิดแอร์ให้
หลังจากไหว้พระก่อนนอนแล้ว เราก็หยิบเอาผ้าคลุมไหล่ผืนยาวออกมาใช้แทนผ้าห่ม
และเอาผ้าคลุมสีขาวอีกผืนพร้อมกางเกงขายาวสีขาวมาวางเตรียมไว้
เผื่อว่าคืนนี้หนาว จะได้เอากางเกงมาสวมทับอีกชั้น และเอาผ้าอีกผืนมาห่มตัว
กว่าจะได้นอนก็ปาไป 4 ทุ่มครึ่ง พรุ่งนี้จะตื่นไหวมั้ยเนี่ย

แต่ตลอดการนอนทั้งคืน เราตื่นบ่อยมากเพราะความหนาว
เนื่องมาจากความประมาทของเราเองที่ไม่ได้เอาผ้าห่มไป ไม่คิดว่าจะเป็นห้องแอร์
แม้จะใส่กางเกงสองชั้น ห่มผ้าคลุมสองชั้นก็ยังเย็นอยู่ เพราะเปิดทั้งแอร์และพัดลม
จะลุกไปปิดพัดลมก็เกรงใจคนอื่นที่อาจจะร้อน เลยต้องทนหนาว หลับๆตื่นๆไป

2 มิถุนายน 2555

ตามกำหนดการแล้ว ตี 4 จะมีการเคาะระฆังแห่งสติบอกเวลาตื่นแต่ว่าเราไม่ได้ยินเสียงเลย
ได้ยินแต่เพื่อนๆร่วมห้องทยอยกันตื่น เราก็เลยตื่นบ้างก็ไม่ทันได้ดูนาฬิกาว่ากี่โมงแล้ว
พอออกไปแปรงฟัน ปรากฎว่าน้ำก็ยังไม่ไหล
สุบอกว่าต้องหาแก้วลงไปแปรงฟันข้างล่าง จะมีตุ่มน้ำอยู่
แต่พอดีได้เจอผู้ปฏิบัติท่านหนึ่งบอกว่าด้านหน้าเรือน ตรงสะพานข้ามคลอง
มีห้องน้ำพร้อมฝักบัวอยู่ 4 ห้อง น้ำตรงนั้นยังไหลอยู่ ให้ไปใช้ได้
เรากับจ๋าที่ตื่นพร้อมกัน เลยไปแปรงฟันที่ห้องน้ำตรงนั้น

ขณะเดินกลับเข้าห้องพัก ก็ได้ยินเสียงระฆังดังขี้น
อ้าววว เพิ่งตี 4 เองหรือนี่ ตื่นกันไวจริง

ตี 4 ครึ่ง พวกเราออกจากเรือนเพื่อไปเตรียมทำวัตรเช้ากัน
ระหว่างที่รอเวลาทำวัตรในตอนตี 5 เราก็นั่งสมาธิรอในการทำวัตรเช้า
บอกตามตรง ง่วงมากกกกกกกกกกกกกกทั้งง่วง ทั้งกระหายน้ำตั้งแต่เมื่อคืน แล้วก็หิว
จึงไม่มีสมาธิในการสวดเลย

หลังจากจบทำวัตรเช้า ก็เป็นเวลาโยคะสมาธิ
ใครที่มีผ้าพลาสติกก็เอาไปปูที่พื้นหญ้าในสนาม ส่วนคนที่ไม่มีก็สามารถทำในธรรมศาลาได้
ช่วงเวลาโยคะสมาธิ เป็นช่วงเวลาโปรดที่สุดของเราเลยทีเดียว
เพราะท่าแรกที่ทำโยคะสมาธิคือ … นอน ^^

เราไม่รู้หรอกนะว่าการให้นอนเนี่ย เป็นการให้พักเพื่อให้หายง่วง
หรือให้นอนสมาธิเพื่อให้จิตจดจ่ออยู่กับลมหายใจ
และส่งจิตไปยังส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อให้่้ส่วนนั้น ๆผ่อนคลาย
เหมือนการนอนภาวนาแบบหมู่บ้านพลัม
เพราะเราไม่ทันได้ยินว่าแม่ชีพูดอะไร เนื่องจากพอศีรษะถึงพื้น วิญญาณก็ออกจากร่างทันที 555

เมื่อได้นอนพักเฉยๆ เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ก็ทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นมาก
ท่าโยคะต่อไปก็ยังคงเป็นท่านอนอยู่ แต่เป็นการนอนยกแข้งยกขา ลดพุง
จากนั้นก็ต่อด้วยท่ายืน และท่านั่ง
ซึ่งแต่ละท่าที่ทำ ต้องทำควบคู่ไปกับการกำหนดหายใจเข้า-ออก
และเป็นการได้ยืดเส้นยืดสายจากการนั่งสมาธิและสวดมนต์เป็นเวลานาน

และแล้วก็ได้เวลาพิจารณาอาหารเช้า
เวลาแห่งการรอคอยหลังจากที่ระฆังแห่งความหิวดังเตือนอยู่ในท้องเนืองๆ
อาหารเช้าในวันนี้เป็นข้าวต้มทรงเครื่องที่มีผักสีสันต่าง ๆ หั่นต้มผสมอยู่
ข้าง ๆ หม้อข้าวต้ม มีชามกระดาษวางไว้สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมอุปกรณ์ไป
พวกเราจึงได้ใช้ชามนี้ในการกินแทน ไม่ต้องไปซื้อให้สิ้นเปลือง

อย่างที่บอกไว้ในตอนต้นว่าบริเวณทานอาหารนี้ มีทั้งอาหารที่ทางเสถียรธรรมสถานจัดให้
และอาหารที่มีร้านค้ามาจัดจำหน่าย ซึ่งเมื่อทานอาหารแล้วก็จะต้องล้างจาน ชาม ช้อนเอง
และนำไปวางคว่ำไว้ในบริเวณที่จัดไว้ให้
เราจึงสามารถนำช้อนส้อมและชามที่ล้างไว้แล้วมาใช้ได้ และต้องล้างคืนตามเดิม
แต่คิดว่าถ้าใครจะมาพักค้างปฏิบัติธรรมที่นี่ ควรเตรียมอุปกรณ์มาเองดีกว่า
จะได้ไม่ต้องหาชามเปล่าให้ยุ่งยาก เพราะบางทีคนเยอะ ก็ไม่มีให้ใช้

ก่อนทานอาหาร จะมีบทพิจารณาอาหารวางไว้ที่ข้างหม้อข้าวต้ม
สามารถหยิบมาอ่านที่โต๊ะได้ เสร็จแล้วค่อยเอาไปวางคืนที่เดิม

เมื่อทานอาหารเสร็จ พวกเรากลับไปยังเรือนพักเพื่อไปอาบน้ำ
ซึ่งก็โชคดีที่น้ำในห้องน้ำบนเรือนไหลแล้ว
เห็นเค้าว่าเฉพาะเรือนเราเท่านั้นที่ปั๊มน้ำเสีย เรือนอื่นยังใช้ได้อยู่

มีคุณป้าท่านนึงที่พักห้องเดียวกับเราไม่สบาย ต้องกลับบ้านก่อนกำหนด
คุณป้าขอให้เราช่วยยกกระเป๋าสัมภาระออกมาที่หน้าอาคารสิกขาลัยให้
เราจึงย้ายที่นอนมานอนที่คุณป้าแทนซึ่งเป็นเตียงสองชั้นเตียงล่าง
เพราะคิดว่าน่าจะหนาวน้อยกว่าเนื่องจากมีเตียงบนคอยบังลมให้

9 โมงเช้า พวกเรากลับไปที่ธรรมศาลาอีกครั้งเพื่อร่วมฟังการจัดรายการวิทยุ “สาวิกา”
ยอมรับว่าหลับตั้งแต่ต้นจนจบรายการตลอด 1 ชั่วโมง -*-

จากนั้น 10 โมง ก็เป็นเวลาภาวนากับบทเพลง และธรรมบรรยาย
ซึ่งแม่ชีได้บรรยายธรรมเรื่องปฏิจสมุปบาท คือ
การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน
การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกัน จึงเกิดมีขึ้น การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา
มีองค์หรือหัวข้อ ๑๒ ดังนี้ คือ
อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
(สฬายตนะคืออายตนะภายในหกอย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี
ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อมความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้จึงมี

(คัดลอดมาจาก http://www.thammapedia.com/dhamma/dhamma_patijja.php)

นอกจากนั้นก็ยังให้ดูคลิปวีดีโอ และร่วมภาวนากับบทเพลง “ดั่งดอกไม้บาน” พร้อมทำท่าประกอบ

ซึ่งเดาว่าเป็นเพลงที่แปลมาจาก Breathing in, Breathing out ของหมู่บ้านพลัม เพราะความหมายเหมือนกันเลย
ภาพที่ได้เห็นในคลิปนี้ ทั้งท่าประกอบการภาวนา
ฉากต้นโพธิ์กลางสวน และสระบัวขอบกระด้งนั้น ล้วนเป็นภาพจำลองจากสถานที่จริง
ซึ่งทำออกมาได้น่ารักและเหมือนจริงมาก

จากนั้นก็เป็นเวลานั่งสมาธิ เดินจงกรม
ซึ่งทางเดินจงกรมนั้น จะได้ไปเดินในสวนที่ร่มรื่น
ผ่านต้นสาละที่ออกดอกบานสะพรั่งหลายต้น ผ่านเรือนไทยหลังงาม
มีลำธารเล็กๆไหลผ่าน ได้ฟังเสียงนก เสียงแมลง และเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ รู้สึกผ่อนคลายจริง
อยากจะหยุดเดิน ชมวิว ดื่มด่ำกับธรรมชาติซักพัก แต่เสียงแม่ชีที่พูดไว้ตั้งแต่ก่อนออกเดินว่า
นี่เป็นการเดินจงกรม ไม่ใช่เดินชมวิว ดังแว่วเตือนเข้ามา
เราจึงได้แต่ทอดสายตาไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่ได้มองบรรยากาศสองข้างทางเลย
คิดว่าจะมาเดินเล่นอีกซักรอบเวลาว่าง ก็ไม่กล้าเดิน
เพราะมีป้ายติดว่าสุดเขตเยี่ยมชม และ ทางเดินจงกรม เลยไม่กล้าไปเดินเล่น

ก่อนที่จะพิจารณาอาหารกลางวัน ก็เป็นช่วงเวลาแห่งงานอาสา
กวาดถูลานธรรม เช็ดม้าหิน กวาดเศษใบไม้ที่พื้นซึ่งเป็นงานประจำวัน
แต่พวกเราไปช่วยงานอื่น ก็คือกรอกน้ำมันมะพร้าวใส่ขวดแก้วใบเล็กเพื่อเอาไปใช้ในพิธีที่ท้องสนามหลวง
ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยน้ำมันพวกนี้จะให้แก่ผู้ที่เดินทางไปกราบไหว้พระพุทธชยันตีองค์ดำ นาลันทา
เพื่อใช้น้ำมันลูบองค์พระแล้วอธิษฐานขอพรให้รักษาโรค
ตามความเชื่อที่ว่าพระพุทธชยันตีองค์ดำ นาลันทา เป็นพระผู้เป็นเลิศแห่งการเยียวยา
ซึ่งเมื่อเสร็จจากพิธีที่ท้องสนามหลวงแล้ว
จะอันเชิญพระองค์มาประดิษฐานที่เสถียรธรรมสถานแห่งนี้เป็นการถาวร

สำหรับอาหารกลางวันในวันนี้ เนื่องจากพวกเราช่วยงานกันเลยเที่ยง
ไปถึงก็ไม่มีภาชนะสำหรับใส่อาหารแล้ว และอาหารก็เหลือไม่มาก
พวกเราจึงแลกคูปองและซื้ออาหารทานกันเอง
โดยเราเลือกทานก๋วยเตี๋ยวเห็ดตุ๋น ชามละ 25 บ.ส่วนสุและจ๋าเลือกทานข้าวไข่เจียว

วันนี้ข้างๆร้านน้ำปั่น มีขายโรตีด้วย พวกเราก็เลยซื้อกินเพราะเกรงว่าก๋วยเตี๋ยวชามนึงคงอยู่ท้องได้ไม่นาน
โรตีไม่ใส่ไข่ 10 บ. หากใส่ไข่และไส้อื่น ๆ ก็ 20 บ.
ส่วนน้ำผลไม้ปั่นแก้วละ 40 บ. ถ้าเป็นผลไม้รวมก็ 45 บ.
เราซื้อผลไม้รวมปั่น ก็อร่อยดี

หลังอาหารกลางวัน เป็นเวลา “ว่างอยู่กับปัจจุบันขณะ”
พวกเราจึงไปเดินเล่นดูรอบ ๆ เข้าไปในถ้ำดิน
ซึ่งภายในเป็นพื้นทรายและมีม้าหินเรียงรายอยู่มากมาย
สำหรับคนที่อยากปลีกวิเวกมาทำความเพียรอย่างสงบ
บรรยากาศในนี้เย็นๆ มืดๆ น่านั่งสมาธิดี เสียแต่มีกลิ่นขี้แมวอยู่บ้าง
พวกเราเดินทะลุออกจากถ้ำดิน ไปยังด้านหน้าซึ่งเป็นทางเข้าไปไหว้พระบรมสารีริกธาตุ

เมื่อได้กราบพระบรมสารีริกธาตุพร้อมทั้งเดินจงกรมรอบพระบรมสารีริกธาตุ 3 รอบแล้ว
พวกเราก็เดินทะลุออกมาอีกด้านหนึ่งซึ่งติดกับลานสวนด้านนอกที่มีต้นโพธิ์ใหญ่
บริเวณนั้นจะมีม้าหินวางเรียงรายอยู่ ซึ่งแม้ว่าตอนนั้นจะเป็นเวลาเที่ยงกว่าแล้ว
แต่ม้าหินก็ยังมีความเย็นของมัน พวกเราจึงนั่งๆ นอนๆ บนม้าหินที่เย็นสบายนี้

กิจกรรมถัดไปเริ่มเวลา 13.30 น. เป็นกิจกรรมสมาธิภาวนา ยืน เดิน นั่ง นอน และตอบคำถาม
ได้ยินแม่ชีบอกว่าใครที่มีผ้าพลาสติก สามารถปูที่ใต้ร่มโพธิ์ได้
พวกเราและอีกหลาย ๆ ก็คนก็เลยปูผ้าอยู่ใต้ร่มโพธิ์เพื่อนอนภาวนา
ส่วนเราก็นอนและหลับไปตามเคย ตื่นมาอีกที นึกว่าจะโยคะต่อ แต่ก็เปล่า
แม่ชีให้เข้ามาในธรรมศาลาเพื่อตั้งแถวเดินจงกรม
แต่ว่าหลังจากที่นอนกลางแจ้ง แม้ว่าจะมีร่มโพธิ์กันแดดอยู่บ้าง แต่ก็ยังร้อนอบอ้าวมาก
เราตื่นขึ้นมาพร้อมอาการปวดหัว หนักหัวมาก รวมกับประจำเดือนเพิ่งมาในวันนี้ ทำให้รู้สึกร้อน
นั่งซักพักก็ยังไม่หาย จึงคิดว่าจะไม่ไปเดินจงกรม
เพราะเห็นว่าคราวนี้จะเดินรอบใหญ่ กลัวว่าจะปวดหัวจนเดินไม่ไหว
เลยไปนั่งพักที่ม้าหินที่ตั้งไว้รอบธรรมศาลา
คิดว่าอาจจะไปนั่งสมาธิที่ถ้ำดินแทน เผื่อความเย็นในถ้ำจะช่วยคลายร้อน คลายปวดหัวได้
แต่แล้วก็นึกได้ว่าเราเคยมีอาการแบบนี้หนนึง ตอนออกไปทำกิจกรรม sales blitz ที่ต่างจังหวัด
ตอนนั้นก็ร้อนจนปวดหัวมาก แต่หลังจากกินไอติมดับร้อน ก็หายปวดเป็นปลิดทิ้ง
ทำให้เราต้องซื้อไอติมกินแทบทุกครั้งที่ปวด
เมื่อคิดได้ดังนั้น เลยเดินไปซื้อไอติมกิน ซึ่งหลังจากกินไอติมก็ดีขึ้นเยอะ
เราก็รีบกลับไปที่ศาลา เพื่อที่ว่าจะได้กลับไปเดินจงกรมตามหลังแถวสุดท้ายได้ทัน
แต่พอกลับไป หางแถวหายไปแล้ว เจอแต่หัวแถวที่กำลังเดินกลับมา ก็เสียดายที่ไม่ได้ไปเดิน
(ปล. เห็นเคยอ่านเจอคนที่มาปฏิบัติธรรมที่นี่บอกว่าถือศีล 8 ก็ทานไอติมได้นะ แม่ค้าก็บอกว่าได้
แต่เราก็ไม่ชัวร์ เพราะว่ามันต้องกัดด้วยนี่กะว่าถ้าไม่ปวดหัวก็คงไม่กิน
แต่ว่างวดนี้ต้องขอกิน โดยถือว่าเป็นการรักษาโรค)

ส่วนการบรรยายในช่วงบ่าย แม่ชีได้สอนเรื่องอุปกิเลส 16 สนใจหาอ่านได้ในเน็ตนะจ๊ะ ^^

16.00 น. เวลาดื่มน้ำปานะ
ทางเสถียรธรรมสถานมีจัดน้ำเต้าหู้ และเม็ดแมงลักไว้ให้ผู้ปฏิบัติธรรมค้างคืน
เราดื่มไป 2 แก้ว กินเผื่อคืนนี้ด้วย ^^
จากนั้นพวกเราก็ไปอาสาช่วยติดแผ่นกำมะหยี่ด้านในกล่องพระ
ช่วยจนแผ่นกำมะหยี่หมดก็กลับเข้าห้องพัก
และได้คุยกับคุณป้าท่านหนึ่งซึ่งท่านมาปฏิบัติธรรมที่นี่บ่อยๆ
ท่านเล่าถึงประวัติของคุณบัวซึ่งถูกหลอกไปญี่ปุ่น และต้องติดคุกที่ญี่ปุ่นถึง 5 ปี
ระหว่างอยู่ในคุก คุณบัวได้อ่านนิตยสารสาวิกาของแม่ชีศันสนีย์ จึงเกิดความศรัทธา
ต่อมารู้ตัวว่าเป็นมะเร็งในระยะสุดท้าย จึงขอออกจากคุกกลับมาตายที่ไทย
แม่ชีจึงได้ไปเยี่ยมและช่วยเยียวยา
ฟังเรื่องราวแล้วก็สลดใจยิ่งนัก
แต่เมื่อได้ดูคลิปทั้งหมดช่วงธรรมบรรยายในตอนเย็น ก็ยินดีกับคุณบัวนัก
ที่ได้เกิดมาเป็นพุทธศาสนิกชน ได้เรียนรู้การปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
โดยผ่านทางการอ่านและคำสอนจากแม่ชีศันสนีย์
ทำให้คุณบัวจากไปอย่างพ้นทุกข์ ละซึ่งอาฆาตพยาบาทได้
หากสนใจ ดูคลิปวีดีโอของคุณบัวได้ตามลิ้งค์ข้างล่างนี้ แต่ว่าเป็นคนละเวอร์ชั่นกับที่เราได้ดูนะ

เมื่อจบจากธรรมบรรยาย สมาธิภาวนา และทำวัตรเย็นแล้ว
พวกเราก็กลับเข้าเรือนพัก เตรียมตัวอาบน้ำนอน แต่โชคไม่ดี น้ำไม่ไหลอีกแล้ว
ยังดีที่เรา สุ และจ๋าได้เตรียมเสื้อผ้าสำหรับใส่นอน สบู่ ผ้าเช็ดตัวใส่ในถุงผ้าแล้ว
จึงหิ้วไปอาบน้ำที่ห้องน้ำตรงสะพานได้เลย ซึ่งตอนนั้นมีคนจับจองไปแล้วสองห้อง
เหลืออีกสองห้องที่ยังว่างอยู่เมื่ออาบน้ำเสร็จออกมา
เห็นคนเข้าคิวยาวเหยียดเป็นสิบเลยคนสุดท้ายที่ได้อาบคงไม่แคล้วต้องรอเป็นชั่วโมงแน่

3 มิถุนายน 2555

แม้ว่าเมื่อคืนจะย้ายมาตอนเตียงสองชั้นด้านล่างแต่ก็ยังไม่รอด หนาวกว่าคืนแรกอีก
งวดนี้เอาเสื้อขาวสำหรับใส่วันพรุ่งนี้มาห่มทับด้วยตื่นมา
คุณป้าที่นอนข้างๆยังบอกว่าสงสาร เห็นนอนหนาวเชียว T^T

สำหรับการปฏิบัติธรรมในวันนี้ก็เหมือนกับของเมื่อวาน
แต่เนื่องจากวันนี้มีกิจกรรมจิตประภัสสร
ซึ่งเป็นกิจกรรมสำหรับพ่อแม่ที่ประคองลูกน้อยในท้องแม่มาร่วมกิจกรรม
พ่อและแม่จะคอยสื่อสารและส่งถ่ายความรักไปให้ยังลูกในท้อง
ดังนั้นช่วง 9 โมงที่มีรายกการวิทยุสาวิกา และธรรมบรรยาย จึงหนักไปเรื่องของการเลี้ยงดูลูกน้อ
ยแต่เราก็ชอบที่จะฟัง เพราะในวันนี้มีพี่อ้อม สุนิสา มาเป็นพิธีกร
และมีคุณแม่ชีศันสนีย์เป็นคนสอนและตอบคำถามเอง
ซึ่งแม่ชีสอนได้น่าฟังและตอบคำถามกระจ่างดี
เช่นเดียวกับพี่อ้อมที่ยิงคำถามได้อย่างน่าสนใจหากสนใจ สามารถรับฟังได้ตามลิ้งค์นี้

http://www.sdsweb.org/sdsweb/index.php?option=com_content&view=category&layout=blog&id=79&Itemid=197

เมื่อได้สังเกตในกิจกรรมจิตประภัสสร ทำให้นึกถึงเปิ้ล คุณแม่ลูกอ่อน
ที่เสถียรธรรมสถานแห่งนี้ยังมีโรงเรียนพ่อแม่ สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกน้อยอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 12 ปี
ซึ่งเห็นว่ามีหลายสิบครอบครัวเลยที่มาร่วม ไม่นับรวมกับครอบครัวที่ลูกน้อยยังอยู่ในครรภ์อีกเกือบร้อย
หากสนใจ สามารถดูรายละเอียดและเข้าร่วมกิจกรรมได้ตามลิ้งค์นี้จ้า

http://www.sdsweb.org/sdsweb/index.php?option=com_content&view=category&layout=blog&id=68&Itemid=154

สำหรับกิจกรรมอาสาสมัครวันนี้พวกเราไปช่วยเช็ดม้าหินตามเคย
แต่วันนี้ไปเช็ดที่ถ้ำดิน เพราะด้านนอกเห็นว่ามีหลายคนเช็ดจนสะอาดดีแล้ว
เรากับสุแบ่งกันเช็ดคนละด้าน สุเช็ดเสร็จไปด้านนึงแล้ว แต่เรายังไม่เสร็จเลย
สุเลยหันมามองหน้าแล้วถามว่า “อู้งานเหรอ”
5555 ก็เราเช็ดอย่างมีสติไง ไม่ได้สักแต่ว่าเช็ดให้เสร็จ ก็เลยช้า =P

เมื่อทำงานเสร็จดีแล้ว ก็ขอตัวไปเก็บของเพื่อกลับบ้าน
โดยพวกเราอยู่ถึงแค่หลังเที่ยงเท่านั้น ไม่ได้อยู่จนจบกิจกรรมในตอนบ่าย 4
เพราะเห็นว่าวันนี้เน้นกิจกรรมสำหรับแม่และลูกในครรภ์

สุดท้ายนี้
ขอขอบคุณเสถียรธรรมสถานที่เอื้ออำนวยสถานที่ปฏิบัติธรรมแบบค้างคืนที่ร่มรื่นในกรุงเทพ
ขอขอบคุณแม่ชีทุกท่านที่สอนสั่ง ให้ความรู้
ขอขอบคุณท่านที่บริจาคเงินสำหรับอาหารทุกมื้อ และน้ำปานะ อร่อยจริงๆ
ขอขอบคุณคนทำน้ำปั่น น้ำสะระแหน่+แอปเปิ้ล+สับปะรดปั่น อร่อยมากกกกกก กินไป 2 แก้ว
ขอขอบคุณคนทำไอติม ไอติมสละ อร่อยมากกกกกก กินไป 4 แท่ง
ขอขอบคุณจ๋า สุที่ชวนมาปฏิบัติธรรมที่นี่
ขอบคุณที่เปลี่ยนจากปฏิบัติธรรม 1 วันเป็น 3 วันตามที่เราขอขอบคุณค่า _/l\_

ปล1. ที่ห้องน้ำในเสถียรธรรมสถาน ไม่มีกระจกให้ส่องนะจ๊ะ ทำให้เราไม่ได้เห็นหน้าตัวเองถึง 2 วัน
แต่หน้าเรือนพักเราจะมีศาลา และมีกระจกใหญ่ขนาบข้างพระพุทธรูป
วันที่ 3 เราเลยโผล่ไปดูหน้าตัวเองซักหน่อย ตอนส่องรู้สึกคิดถึงหน้าตัวเองชะมัด ไม่เจอตั้งหลายวัน 555

ปล2. คราวหน้าถ้าจะไป ของดสนทนาก็ดี เพราะจะได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เพ้อเจ้อน้อยลง

About these ads
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

7 Responses to ปฏิบัติธรรม 3 วัน 2 คืน ณ เสถียรธรรมสถาน (1-3 มิถุนายน 2555)

  1. เกด says:

    พี่คะ หนูกำลังจะไปปฏิบัติธรรมครั้งแรก ที่เสถียรธรรมสถานคะ
    หนูแต่งตัวไม่ค่อยถูก อยากใส่กางเกงแบบพี่บ้าง แต่ก็ไม่แน่ใจ ว่าควรใส่กางเกงสีขาวตอนปฏิบัติธรรมได้ไหม
    ตอนโยคะ กะตอนนอน ใส่กางเกงขาว หรือกางเกงวอร์มสีสุภาพดี พี่ช่วยตอบหนุด้วยนะคะ

    • Intiralee says:

      อนุโมทนากับความตั้งใจที่จะไปปฏิบัติธรรมด้วยค่ะ ^^

      สำหรับการแต่งกาย เห็นหลายคนใส่กางเกงสีขาวนะคะ ก็ไม่เห็นมีใครมาบอกว่าไม่สมควรแต่อย่างใด จึงคิดว่าใส่ได้ ส่วนกางเกงโยคะ เนื่องจากเป็นโยคะในสวนรวมกับแม่ชีและผู้ปฎิบัติธรรมท่านอื่นๆ คิดว่าใส่สีขาวตามกฎน่าจะเหมาะสมกว่าค่ะ แต่ถ้าใส่นอนก็น่าจะเลือกใส่สีสุภาพที่ไม่ใช่สีขาวได้ค่ะ

  2. บี says:

    ไปได้ทุกวันหรือป่าวคะหรือเฉพาะเทศกาลแล้วแต่สถานที่ที่จะจัดให้ปฎิบัติธรรม คือว่าตั้งใจจะบวชชีพราหมณ์ สัก3 วัน 2 คืนอ่ะค่ะ

    • Intiralee says:

      เข้าใจว่ามีทุกศุกร์-อาทิตย์นะคะ ลองดูรายละเอียดการสมัครได้ตามนี้ค่ะ http://www.sdsweb.org/sdsweb/index.php/2010-09-04-06-22-40/2010-09-04-10-29-05

      พอสมัครไปแล้วต้องลองโทรไปคอนเฟิร์มอีกทีนะคะว่าได้หรือไม่

      เสถียรธรรมสถาน เลขที่ ๒๔/๕ หมู่ ๘ ซอยวัชรพล ถนนรามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๓๐
      โทรศัพท์ 02-519-1119, 02-510-6697
      โทรสาร 02-519-4633, 02-945-5935
      E-mail: sdsweb.webmaster@gmail.com

      ขออนุโมทนากับความตั้งใจดีด้วยค่ะ ^^

  3. joyce says:

    พี่คะ ถ้าหนูใส่เสื่อยืดคอกลม กางเกงสีขาวตลอดทุกกิจกรรมเป็นอะไรป่ะคะ
    หรือจะต้องใส่ชุดวิปัสนาเต็มยศ

  4. พี่ค่ะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ค่ะจะไปครั้งแรกน่ะค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s